"สำหรับผม การได้เห็นผู้เล่นกลับมาสนุกกับตัวละคร Donkey Kong อีกครั้ง ช่วยให้ผมสามารถสื่อสารศักยภาพของตัวละครนี้ได้ดียิ่งขึ้น" นี่คือคำกล่าวของ Kenta Motokura โปรดิวเซอร์ของเกม Donkey Kong Bananza และแม้ว่านี่จะไม่ใช่การยืนยันโปรเจกต์ใดๆ อย่างเป็นทางการ แต่นี่ก็น่าจะเป็นข่าวที่สร้างกำลังใจให้แฟนเกม DK ได้มากที่สุดในตอนนี้
ประเด็นคือ: Donkey Kong ใช้เวลาส่วนใหญ่ในยุคเกมสมัยใหม่ไปกับการติดอยู่ในรูปแบบเกม 2D side-scrolling แม้แต่ภาคที่แฟนๆ รักอย่าง Donkey Kong Country: Tropical Freeze ซึ่งครองตำแหน่งเกมหลักภาคสุดท้ายของซีรีส์มานานกว่าทศวรรษ ก็ยังคงยึดติดกับรูปแบบเกม platformer คลาสสิกแบบเดิม แต่ Bananza ได้เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง โดยพา DK เข้าสู่โลก 3D ที่ทำลายฉากได้เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และดูเหมือนว่าผลตอบรับที่ได้จะมีความหมายต่อทีมงานภายในอย่างมาก
สิ่งที่ Motokura พูดจริงๆ (และสิ่งที่เขาไม่ได้พูด)
Motokura ระมัดระวังที่จะไม่เผยไต๋ของ Nintendo เมื่อถูกถามโดยตรงเกี่ยวกับเกม Donkey Kong 3D ในอนาคต เขาปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดเกี่ยวกับ "แผนการในอนาคต" ซึ่งเป็นคำตอบสไตล์ Nintendo แบบคลาสสิก แต่บริบทที่เขาเสริมมานั้นมีความหมายลึกซึ้ง
เขามองว่า DK และ Mario เป็นตัวละครที่ Nintendo ยืมมาเพื่อสร้างซอฟต์แวร์ล้อมรอบ มากกว่าจะเป็นเจ้าของในเชิงสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ถ่อมตัวอย่างน่าประหลาดใจ เขากล่าวเสริมว่าการได้เห็นผู้เล่นกลับมาสนุกกับ Donkey Kong อย่างแท้จริง ทำให้เขารู้สึก "โล่งใจ" และเป็นข้อมูลที่จับต้องได้เมื่อต้องนำเสนออนาคตของตัวละครนี้ภายในบริษัท
นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่มันคือการที่โปรดิวเซอร์บอกว่าเสียงตอบรับจากผู้เล่นคืออาวุธสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนงานภายใน Nintendo ได้จริง
11 ปีคือการรอคอยที่ยาวนาน
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมกระแสตอบรับของ Bananza ถึงมีน้ำหนักมาก คุณต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงเวลาที่เว้นว่างไปนั้นยาวนานแค่ไหน Donkey Kong Wiki ระบุว่า Donkey Kong Country: Tropical Freeze ไม่ได้เป็นเพียงภาคสุดท้ายของซีรีส์ Country เท่านั้น แต่ยังเป็นเกมหลักเกมสุดท้ายของ Donkey Kong ที่ทิ้งช่วงไปนานกว่า 11 ปี ซึ่งถือเป็นเวลานานมากในวงการเกม
สำหรับตัวละครที่เป็นไอคอนอย่าง DK ช่วงเวลาที่เงียบหายไปนั้นน่าฉงน Tropical Freeze เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมาก แต่แฟรนไชส์กลับนิ่งเงียบไปในขณะที่ Mario ได้ไปต่อใน Odyssey, Zelda ได้ไปต่อใน Breath of the Wild และ Tears of the Kingdom แม้แต่ Metroid ก็ยังมีการคัมแบ็ก แฟนๆ DK อดทนรอมานาน และ Bananza ก็คือรางวัลของพวกเขา
Motokura ยังตั้งข้อสังเกตว่า "ไอเดียบางอย่างจาก Donkey Kong Bananza" อาจถูกนำไปใช้ในโปรเจกต์ใหญ่ถัดไปของ Nintendo ซึ่งบ่งชี้ว่าอิทธิพลของเกมนี้อาจขยายวงกว้างไปไกลกว่าแค่แฟรนไชส์ DK เท่านั้น
ทำไมเสียงตอบรับจากผู้เล่นถึงเปลี่ยนบทสนทนาภายใน
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดจากมุมมองเบื้องหลัง Motokura ไม่ได้แค่บอกว่า Bananza ทำผลงานได้ดี แต่เขากำลังบอกว่ามันกลายเป็นเครื่องมือให้เขา เมื่อคุณต้องนำเสนอโปรเจกต์ใหม่ในบริษัทอย่าง Nintendo การมีหลักฐานว่าผู้เล่นโหยหาตัวละครนี้ในรูปแบบใหม่ๆ นั้นทรงพลังมาก
Bananza พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้เล่นต้องการ Donkey Kong ในพื้นที่ 3D ที่ยิ่งใหญ่และทะเยอทะยาน นั่นคือข้อมูล (Data point) ที่ Motokura สามารถหยิบยกมาอ้างอิงได้ มันเปลี่ยนบทสนทนาจาก "เราคิดว่ามันน่าจะเวิร์ก" เป็น "เรารู้ว่าผู้เล่นตอบรับกับสิ่งนี้"

Pauline มาร่วมผจญภัยไปกับ DK
ภาพรวมสำหรับอนาคตของ DK
ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ไฟเขียวอย่างเป็นทางการ Nintendo ยังไม่ได้ประกาศอะไร และ Motokura ก็ตั้งใจที่จะคุมความคาดหวังให้คงที่ แต่เมื่ออ่านระหว่างบรรทัดแล้ว สถานการณ์ดูมีความหวังมากกว่าช่วงก่อนที่ Bananza จะวางจำหน่าย
กุญแจสำคัญคือ Bananza ไม่ได้ประสบความสำเร็จแค่ในฐานะเกม แต่มันสำเร็จในฐานะ Proof of Concept (การพิสูจน์แนวคิด) มันแสดงให้ Nintendo และอุตสาหกรรมเกมเห็นว่า Donkey Kong สามารถแบกเกม 3D platformer ฟอร์มยักษ์ได้และทำออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเมื่อคนอย่าง Motokura พยายามผลักดันให้ตัวละครนี้มีบทบาทต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว
ไม่ว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่ภาคต่อหรือไม่ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเดากันต่อไป แต่สำหรับแฟนๆ DK ที่เฝ้ามองลิงตัวโปรดนั่งรออยู่ข้างสนามมานานกว่าทศวรรษ การที่โปรดิวเซอร์ออกมาพูดถึงเรื่อง "การสื่อสารศักยภาพ" ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างแท้จริง
อย่าลืมติดตามเพิ่มเติม:








