ลองนึกภาพตามนะครับ: คุณเปิดเกม Fallout 3 Game of the Year Edition ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ก้าวเท้าออกจาก Vault 101 เข้าสู่ดินแดน Capital Wasteland และก่อนที่คุณจะได้สูดอากาศปนกัมมันตภาพรังสีเข้าไปเต็มปอด คุณกลับถูกถล่มด้วยหน้าต่าง Pop-up แจ้งเตือน DLC ทุกตัวที่คุณมีจนมิดจอ ซึ่งนี่ไม่ใช่บรรยากาศความดราม่าในโลกหลังหายนะที่ Bethesda ตั้งใจจะมอบให้ผู้เล่นเลยสักนิด
ประสบการณ์ในตอนนั้นติดอยู่ในใจทีมงานมานานกว่าทศวรรษ และในตอนนี้ที่ DLC เนื้อเรื่องตัวใหม่อย่าง Terran Armada ของ Starfield กำลังจะมาถึง Bethesda ก็ได้ทำให้มั่นใจว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก
ปัญหาจาก Fallout 3 GOTY ที่ Bethesda ไม่อาจมองข้าม
Istvan Pely ผู้ซึ่งฝากผลงานด้านศิลป์ไว้ในเกม Fallout ทุกภาคของ Bethesda และเกมตระกูล Elder Scrolls ตั้งแต่ Morrowind ไปจนถึง Skyrim ได้ออกมาพูดถึงสิ่งที่ผิดพลาดใน Fallout 3 GOTY Edition โดยเฉพาะ
"หนึ่งในสิ่งที่เราได้เรียนรู้เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว" Pely อธิบาย "เมื่อคุณมองย้อนไปที่ Game of the Year Edition ของ Fallout 3 เราทำ DLC เหล่านี้ออกมา แล้วเราก็ปล่อยตัว Game of the Year Edition ออกมา ซึ่งตัวเกมเวอร์ชันนี้จะเริ่มต้นด้วยข้อความแจ้งเตือนรัวๆ ว่า DLC เหล่านี้ถูกปลดล็อกแล้ว ซึ่งเราทำได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากครับ"
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญ แต่ Pop-up เหล่านั้นทำลายอรรถรส (Immersion) ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่โลกของเกมควรจะดึงดูดผู้เล่นให้ดำดิ่งลงไป ผู้เล่นที่ซื้อเวอร์ชัน GOTY มาโดยคาดหวังว่าจะได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นครั้งแรกที่ลื่นไหล กลับต้องมาเจอการแจ้งเตือนถล่มทลายแทน

Pop-up แจ้งเตือน DLC ใน Fallout 3 GOTY
เหตุการณ์เดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นในเกมอื่นๆ ของ Bethesda ใครก็ตามที่กลับมาเล่น Oblivion หรือ Skyrim พร้อมติดตั้ง DLC ทั้งหมด ก็จะถูกแจ้งเตือนเควสต์เด้งใส่ทันทีที่โหลดเซฟเกม มันกลายเป็นมุกตลกในคอมมูนิตี้ แต่เห็นได้ชัดว่าทีมพัฒนาก็รับรู้ถึงปัญหานี้เช่นกัน
Terran Armada จัดการเรื่องนี้ต่างออกไปอย่างไร
Pely ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Art Director ของ Starfield กล่าวว่า Terran Armada ใช้วิธีการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดย DLC ตัวนี้จะไม่มีการแจ้งเตือนผ่าน Pop-up แต่คุณจะค้นพบมันเองอย่างเป็นธรรมชาติในระหว่างการสำรวจ
"จุดเริ่มต้นของ Terran Armada ถูกถักทอเข้ากับโลกของเกมอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น" Pely กล่าว "คุณจะบังเอิญไปเจอคอนเทนต์นั้นเอง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่คุณจะเริ่มเล่นเกม เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งตัวเกมอาจจะบอกคุณว่าตอนนี้ยังไม่ควรทำภารกิจนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรมาหยุดคุณไม่ให้ลองทำได้"
ประเด็นหลังนี้สำคัญมาก เพราะ DLC จะไม่ล็อกคุณไว้หรือชี้นำด้วย Quest Marker แต่คุณจะได้ค้นพบมันด้วยตัวเองตามจังหวะการเล่นของคุณ ตัวเกมเชื่อมั่นในตัวผู้เล่นว่าจะออกไปสำรวจด้วยตนเอง
การค้นพบเนื้อหาอย่างเป็นธรรมชาติ (Organic content discovery) อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเกม RPG แนว Open-world แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับ Bethesda ซึ่งในอดีตมักจะใช้วิธีรุกเร้าผู้เล่นให้มุ่งหน้าไปหาคอนเทนต์ใหม่ๆ ทันทีที่มันพร้อมใช้งาน โดยทางสตูดิโอกำลังยึดถือสิ่งนี้เป็นหลักการออกแบบในอนาคต ไม่ใช่แค่การปรับแก้เพียงครั้งเดียว

การค้นพบเควสต์อย่างเป็นธรรมชาติใน Starfield
สตูดิโอที่หันมาใส่ใจประวัติศาสตร์ของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้คำพูดของ Pely น่าสนใจคือรูปแบบที่มันสะท้อนออกมา Bethesda ค่อนข้างเปิดเผยในช่วงหลังมานี้ โดยมีเหล่าทีมงานรุ่นเก๋าออกมาพูดคุยถึงความผิดพลาดในอดีต ทั้งจาก Fallout 3, Fallout 76 และตัว Starfield เอง ดูเหมือนว่าสตูดิโอกำลังอยู่ในช่วงของการประเมินตัวเองอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
นั่นสอดคล้องกับทิศทางของ Starfield ในช่วงที่ผ่านมา Todd Howard ได้ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเกมจะไม่มีการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด และอัปเดตในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่ผู้เล่นที่สนุกกับตัวเกมอยู่แล้ว Terran Armada จึงเข้ากับกรอบความคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือไม่ได้พยายามจะเอาใจนักวิจารณ์ แต่พยายามมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนที่ลงทุนกับโลกของเกมนี้ไปแล้ว
สำหรับแฟนเกม Bethesda ที่ติดตามกันมานาน คำสัญญาเรื่อง DLC ที่เคารพจังหวะการสำรวจของผู้เล่นแทนที่จะขัดจังหวะ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ส่วน Starfield จะทำตามคำสัญญานั้นได้หรือไม่ รอพิสูจน์พร้อมกันในวันที่ 7 เมษายนนี้ อย่าลืมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:








