เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่ Call of Duty ถือเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่คงเส้นคงวาที่สุดในวงการเกม โดยครองชาร์ตยอดขายและรักษาฐานผู้เล่นจำนวนมหาศาลเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่เส้นทางดังกล่าวกลับต้องมาสะดุดลงในปี 2025 การวางจำหน่ายของ Call of Duty: Black Ops 7 ประกอบกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากเกมแนวชูตเตอร์ (Shooter) อื่นๆ ทำให้แฟรนไชส์นี้สูญเสียอิทธิพลเหนือตลาดไป แม้ว่าตัวเกมจะยังคงทำยอดขายได้ดีในเดือนพฤศจิกายน แต่ตัวเลขและกระแสตอบรับกลับเผยให้เห็นรอยร้าวที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
Call of Duty เปิดตัวครั้งแรกในปี 2003 และ Activision ได้ส่งภาคใหม่ลงตลาดทุกปีนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา โดยระหว่างปี 2009 ถึง 2024 เกมในซีรีส์ Call of Duty สามารถครองอันดับ 1 ในชาร์ตยอดขายประจำปีได้ถึง 13 ครั้งจากทั้งหมด 16 ปี จนถึงปี 2023 แฟรนไชส์นี้มียอดขายรวมทั่วโลกกว่า 500 ล้านชุด ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแฟรนไชส์วิดีโอเกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ทว่า Black Ops 7 ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน กลับไม่สามารถสานต่อความสำเร็จนั้นได้ โหมดเนื้อเรื่อง (Single-player campaign) บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาและตัดระบบจุดเซฟระหว่างภารกิจ (Mid-mission checkpoints) ออกไปโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งผู้เล่นและนักวิจารณ์ โดยบน Metacritic ตัวเกมทำคะแนนจากผู้ใช้ (User score) ได้ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์แฟรนไชส์ และทำคะแนนจากนักวิจารณ์ (Critic score) ได้ต่ำเป็นอันดับสอง
ในขณะที่โหมดมัลติเพลเยอร์ (Multiplayer) และโหมดซอมบี้ (Zombies) ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้ แต่ประสิทธิภาพโดยรวมของเกมกลับตามหลัง Black Ops 6 อยู่พอสมควร บริษัทวิจัยตลาด Circana รายงานว่ายอดขายตัวเกมเต็มของ Black Ops 7 ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ลดลงเป็นเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความตกต่ำครั้งนี้มีทั้งความเหนื่อยหน่ายต่อแฟรนไชส์ (Franchise fatigue), การยกเครื่องโหมดเนื้อเรื่องใหม่ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดเกม FPS
การแข่งขันจาก Battlefield 6 และ ARC Raiders
มีสองเกมที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของ Call of Duty ในปี 2025 ได้แก่ Battlefield 6 ซึ่งพัฒนาโดย DICE และ Ripple Effect Studios วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม โดยเน้นไปที่การรบแบบมัลติเพลเยอร์สเกลใหญ่ สภาพแวดล้อมที่ทำลายได้ และการต่อสู้ด้วยยานพาหนะ ตัวเกมกลับไปสู่ความรู้สึกแบบ "Classic Battlefield" ที่เน้นย้ำเรื่องกลยุทธ์ของหน่วย (Squad tactics) และโหมด All-Out Warfare ทางผู้พัฒนาให้เครดิตกับโปรแกรม Battlefield Labs ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนผู้เล่นได้ทดสอบระบบต่างๆ ระหว่างการพัฒนา ช่วยให้เกมเพลย์มีความคมชัดและสร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้นก่อนวันวางจำหน่าย
ในขณะเดียวกัน ARC Raiders เกมแนว Extraction Shooter มุมมองบุคคลที่สามจาก Embark Studios ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ก็สามารถสร้างจุดยืนที่แตกต่างออกไป ด้วยการออกแบบเกมแบบ PvPvE ที่เน้นความร่วมมือ (Cooperative), ระบบการเล่นที่เข้าถึงง่าย และงานภาพสไตล์เรโทรฟิวเจอร์ริสติก (Retro-futuristic) ยุค 1980 ที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่จนดึงดูดทั้งผู้เล่นหน้าใหม่และผู้เล่นทั่วไป ต่างจากเกมแนว Extraction Shooter ส่วนใหญ่ตรงที่ ARC Raiders ให้คุณเก็บความคืบหน้าไว้ได้แม้จะเสียชีวิตในเกม ซึ่งช่วยรักษาความสนใจของผู้เล่นและสร้างสังคมเกมที่ลดความเป็นพิษ (Toxic) ลง นอกจากนี้ตัวเกมยังได้รับความนิยมบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ซึ่งช่วยขยายฐานผู้เล่นให้กว้างขึ้นอีกด้วย
วงจรการพัฒนาและความคาดหวังของผู้เล่น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Call of Duty สะดุดในปี 2025 คือตารางการวางจำหน่ายแบบรายปี (Annualized release schedule) ในขณะที่ Battlefield มีระยะเวลาการพัฒนาที่นานกว่า แต่เกม Call of Duty มักจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย (Iterative) โดยเฉพาะเมื่อภาคต่อๆ กันยังคงวนเวียนอยู่กับซับซีรีส์เดิม แม้ว่า Treyarch, Infinity Ward และ Sledgehammer Games จะสลับกันพัฒนาเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ (Burnout) แต่ผลงาน 4 ภาคล่าสุดล้วนเป็นเกมในซีรีส์ Modern Warfare หรือ Black Ops ทั้งสิ้น ซึ่งนำไปสู่กระแสตอบรับที่หลากหลายจากผู้เล่น
โหมดเนื้อเรื่องของ Black Ops 7 ยังถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภาคก่อนๆ การที่ต้องออนไลน์ตลอดเวลาและต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรทำให้การเข้าถึงเกมจำกัดลงสำหรับผู้เล่นบางกลุ่ม และการตัดระบบจุดเซฟแบบดั้งเดิมออกก็สร้างความไม่พอใจอย่างมาก ทางเลือกในการออกแบบเหล่านี้เมื่อรวมกับการแข่งขันจาก Battlefield 6 และ ARC Raiders จึงส่งผลให้การมีส่วนร่วมของผู้เล่นลดลงและยอดขายตกลงในที่สุด
ก้าวต่อไปของแฟรนไชส์
แม้จะเผชิญกับอุปสรรคเหล่านี้ แต่ Call of Duty ก็ยังคงเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเกม Activision ได้ประกาศว่าจะหยุดการวางจำหน่ายเกมในซับซีรีส์เดียวกันติดต่อกัน เพื่อให้การวางจำหน่ายในแต่ละปีมีความแตกต่างกันมากขึ้น การกลับไปสู่พื้นฐานที่แข็งแกร่งของเกม FPS ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมที่แท้จริง อาจช่วยให้แฟรนไชส์นี้กลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
ทั้ง Battlefield 6 และ ARC Raiders ต่างมีแผนอัปเดตคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งส่วนขยายตามฤดูกาล (Seasonal expansions) และการสนับสนุนระยะยาวตามแผนงานที่วางไว้ โดย ARC Raiders ตั้งเป้าที่จะรักษาการสนับสนุนแบบ Live service ไปอีกหนึ่งทศวรรษ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของระบบมัลติเพลเยอร์ออนไลน์ บริการสมัครสมาชิก และโมเดลเกมแบบเล่นฟรี (Free-to-play) หมายความว่าการแข่งขันจะยังคงดุเดือดในปี 2026 และปีต่อๆ ไป ซึ่งบีบให้แฟรนไชส์อย่าง Call of Duty ต้องปรับตัวหากต้องการรักษาฐานผู้เล่นของตนเอาไว้
ที่มา: The Ringer
อย่าลืมตรวจสอบบทความของเราเกี่ยวกับเกมยอดนิยมที่น่าเล่นในปี 2026:
เกมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026
เกม Nintendo Switch ที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026
เกม FPS ที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026
เกมอินดี้ PlayStation ที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026
เกมมัลติเพลเยอร์ที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026
เกมที่คนรอคอยมากที่สุดในปี 2026
เกมที่น่าสนใจประจำเดือนมกราคม 2026
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ทำไม Call of Duty: Black Ops 7 ถึงทำผลงานได้ต่ำกว่าภาคก่อนๆ?
Black Ops 7 ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องโหมดเนื้อเรื่องที่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา การไม่มีจุดเซฟระหว่างภารกิจ และการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาคก่อนหน้า ปัญหาเหล่านี้ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ยอดขายลดลง
เกมใดบ้างที่ท้าทายตำแหน่งสูงสุดของ Call of Duty ในปี 2025?
Battlefield 6 และ ARC Raiders คือคู่แข่งหลัก Battlefield 6 นำการต่อสู้แบบมัลติเพลเยอร์สเกลใหญ่พร้อมสภาพแวดล้อมที่ทำลายได้กลับมา ในขณะที่ ARC Raiders มอบประสบการณ์เกมแนว Extraction Shooter แบบ PvPvE ที่เน้นความร่วมมือ
Battlefield 6 ประสบความสำเร็จในจุดที่ Call of Duty ล้มเหลวได้อย่างไร?
Battlefield 6 ได้รับประโยชน์จากวงจรการพัฒนาที่ยาวนานกว่าและการทดสอบโดยชุมชนผ่าน Battlefield Labs ตัวเกมเน้นย้ำกลไกมัลติเพลเยอร์แบบคลาสสิก แผนที่ที่ทำลายได้ และเกมเพลย์ที่เน้นการทำงานเป็นทีม ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นได้ดี
อะไรที่ทำให้ ARC Raiders มีความโดดเด่นในกลุ่มเกมชูตเตอร์?
ARC Raiders เป็นเกมแนว Extraction Shooter มุมมองบุคคลที่สามที่มีเกมเพลย์แบบ PvPvE ที่เน้นความร่วมมือ เกมนี้อนุญาตให้ผู้เล่นเก็บความคืบหน้าไว้ได้แม้จะเสียชีวิต และเน้นไปที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดในเกม (Emergent gameplay) ซึ่งช่วยสร้างสังคมผู้เล่นที่คอยช่วยเหลือกันและคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับการสตรีม
Call of Duty จะสามารถทวงคืนตำแหน่งเกม FPS ที่ขายดีที่สุดได้หรือไม่?
Call of Duty ยังคงมีฐานผู้เล่นขนาดใหญ่ แต่แฟรนไชส์จำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมที่แท้จริงและรักษาพื้นฐานของเกม FPS ให้แข็งแกร่งเพื่อทวงคืนตำแหน่งสูงสุด การวางจำหน่ายในอนาคตและการแข่งขันที่ดำเนินต่อไปจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของแฟรนไชส์นี้








