FIFA World Cup: Launch Edition เพิ่งเปิดตัวในฐานะเกมอย่างเป็นทางการของ Netflix เพื่อต้อนรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นไปตามคาดสำหรับเกมที่ประกาศเปิดตัวเพียงหกเดือนก่อนหน้านี้ และถูกเร่งทำออกมาให้ทันก่อนที่รอบแบ่งกลุ่มจะจบลง
ตัวเกมพัฒนาโดย Refactor Games สตูดิโอที่รวมทีมงานระดับเก๋าจาก EA Sports และ 2K โดยเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มเกมของ Netflix เกมนี้เล่นผ่านระบบ Cloud Streaming ของ Netflix เท่านั้น หมายความว่าคุณต้องใช้แอป Netflix Controller บนมือถือเพื่อสแกน QR Code และใช้สมาร์ทโฟนของคุณเป็นจอยคอนโทรลเลอร์ ไม่มีรองรับการใช้งาน Gamepad ใดๆ ทั้งสิ้น

ซื้อเกมในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม
รับส่วนลดสูงสุด 80%
มีให้เล่นแค่ 3 โหมดเท่านั้น
ฟีเจอร์ของเกมมีน้อยมาก ประกอบด้วยโหมด Kick-Off สำหรับแมตช์กระชับมิตร, โหมด Tournament ที่ให้คุณเลือกหนึ่งใน 48 ทีมที่ผ่านเข้ารอบเพื่อเล่นฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่มจริงๆ และโหมด Penalty Shootout ซึ่งนี่คือทั้งหมดที่มีในวันเปิดตัว
คำว่า "Launch Edition" ดูจะแบกรับความคาดหวังไว้สูงเกินไป Netflix ได้อธิบายไว้ว่าเกมนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ "กระชับและเน้นความสนุก" ซึ่งจะมีการพัฒนาต่อไปในอนาคต การนิยามแบบนี้ถือเป็นการพยายามกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ณ ตอนนี้ ตัวเกมยังมีเนื้อหาที่เบาบางมาก
ประเด็นคือ ระบบ Touch Control ไม่ได้แย่อย่างที่คิด ฝั่งซ้ายของหน้าจอทำหน้าที่เป็น Virtual Stick ส่วนฝั่งขวาใช้สำหรับออกคำสั่ง แตะเพื่อส่ง กดค้างเพื่อวิ่งเร็ว ลากเส้นเพื่อยิงหรือเปิดบอล ถือว่าตอบสนองได้ดีพอสำหรับเกมที่สตรีมมิ่ง แต่ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากคุณกดคำสั่งเหล่านั้นต่างหาก
AI ผู้เล่นที่เหมือนหลุดมาจากยุคเก่า
ระบบจำลองการเล่นฟุตบอลคือจุดที่ทุกอย่างพังทลาย การจ่ายบอลทะลุช่อง (Through ball) ทำงานได้ผลเกือบทุกครั้งจนคุณต้องพึ่งพามันตลอดเวลา การเปิดบอลพอใช้ได้ แต่ผู้เล่นมักจะเมินคำสั่งยิงจนกว่าบอลจะกระดอนสองครั้ง ซึ่งจังหวะทองก็หลุดลอยไปนานแล้ว ส่วนการยิงไกลกลับทำได้แม่นยำจนเกินไป
ปัญหาที่แท้จริงคือผู้รักษาประตู พวกเขาเล่นเหมือนไม่เคยเห็นลูกฟุตบอลมาก่อน เสียประตูจากทุกระยะอย่างน่าตกใจ คุณสามารถเอาชนะสเปนด้วยทีมชาติสกอตแลนด์ได้ง่ายๆ ในแมตช์ที่สาม และไม่มีการตั้งค่าความยาก (Difficulty setting) เพื่อมาแก้ปัญหานี้ ทำให้เมื่อคุณจับทางได้แล้ว เกมนี้ก็ไม่มีอะไรให้ท้าทายอีกต่อไป
เหรียญที่ได้จากการชนะสามารถนำไปอัปเกรดค่าพลัง (Stats) ของผู้เล่นได้ แต่การทำให้ผู้เล่นที่เก่งเกินไปอยู่แล้วแข็งแกร่งขึ้นอีกก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพื้นฐาน ส่วน Daily challenges (เช่น เล่นโหมด Kick Off, ยิงประตู 3 ครั้ง) ก็ดูเหมือนใส่มาให้เต็มๆ ไปอย่างนั้นมากกว่าจะเป็นระบบ Progression ที่แท้จริง
ภาพและเสียงพากย์ที่เหมือนหลุดมาจากปี 2006
ในด้านกราฟิก เกมนี้อยู่ในระดับเดียวกับ PS3/Xbox 360 และไม่ใช่เกมที่สวยที่สุดในยุคนั้นด้วย ใบหน้าของผู้เล่นระดับท็อปพอจะดูออก ชุดแข่งมีความถูกต้องตามลิขสิทธิ์ และสนามแข่งพอจะจำได้ แต่นอกเหนือจากนั้นดูเหมือนถูกสร้างมาเพื่อให้ทันกำหนดการมากกว่าเน้นคุณภาพ
เสียงพากย์โดย Clive Tyldesley และ Andy Townsend (อดีตผู้พากย์จากซีรีส์ FIFA ของ EA) ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ชื่อผู้เล่นถูกอ่านผิด ชื่อประเทศที่อัดไว้ล่วงหน้าถูกนำมาต่อกับประโยคทั่วไปจนฟังดูขัดหู และ Tyldesley มักจะร่ายยาวเรื่องประวัติศาสตร์กลางแมตช์ในขณะที่จังหวะทำประตูรอคิวอยู่ การทำประตูได้ระหว่างที่เขากำลังบรรยายประวัติศาสตร์การเมืองของเฮติทำให้ต้องรอถึง 45 วินาทีกว่าจะมีเสียงตอบรับ นั่นไม่ใช่บั๊กเล็กน้อย แต่มันคือความล้มเหลวในการผลิตขั้นพื้นฐาน
จุดสว่างเพียงอย่างเดียวคือเพลงประกอบที่มีเพลงจาก Calvin Harris, MGMT และ Muse รวมถึงเพลง Song 2 ของ Blur และ Rockefeller Skank ของ Fatboy Slim ซึ่งเป็นเพลงธีมของ FIFA 98 และ FIFA 99 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองเกมนั้นวางจำหน่ายเมื่อเกือบสามทศวรรษที่แล้ว แต่กลับมีฟีเจอร์มากกว่าเกมนี้เสียอีก
อนาคตของแบรนด์ FIFA
เมื่อ FIFA และ EA แยกทางกันในปี 2022 ประธาน FIFA อย่าง Gianni Infantino เคยสัญญาว่าซีรีส์เกมฟุตบอลตัวใหม่จะเป็นเกมฟุตบอลที่ดีที่สุดในตลาด แต่ FIFA World Cup: Launch Edition ไม่ใช่แบบนั้น การตอบรับของ EA ต่อทัวร์นาเมนต์นี้ดูจริงจังกว่ามาก ด้วยอัปเดตฟรีอย่าง EA FC 26 World's Game update ที่เพิ่มทีมชาติเข้ามาถึง 53 ทีม, โหมดทัวร์นาเมนต์ 48 ทีม และการปรับเปลี่ยน FUT ครั้งใหญ่ในเกมที่วางรากฐานมาดีอยู่แล้ว
หากเปรียบเทียบกับอดีต EA เคยปล่อยเกมฟุตบอลโลกแยกต่างหากสำหรับปี 2002, 2006, 2010 และ 2014 รวมถึง DLC ฟุตบอลโลกสำหรับ FIFA 18 และ FIFA 23 ส่วนเกม France World Cup ปี 1998 บน PS1 และ N64 ยังให้ผู้เล่นปลดล็อกแมตช์คลาสสิกได้ถึง 15 แมตช์พร้อมทีมจริง เกมนั้นมีอายุ 28 ปีแล้วแต่ยังมีคอนเทนต์มากกว่า Launch Edition ในตอนนี้เสียอีก
กรณีของ Konami ก็น่าจับตามอง eFootball เปิดตัวในสภาพที่แย่มาก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นทางเลือก Free-to-play ที่ยอมรับได้แทนที่ EA Sports FC หาก Refactor Games ได้รับเวลาและทรัพยากรในการพัฒนาเอนจินนี้ต่อหลังจบการแข่งขัน ก็อาจจะมีอะไรที่กู้คืนได้ เพราะพื้นฐานของเกมฟุตบอลที่เล่นผ่าน Cloud Streaming บนมือถือไม่ได้พังทลายโดยเนื้อแท้
แต่ในตอนนี้ ในฐานะวิดีโอเกมอย่างเป็นทางการของมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก FIFA World Cup: Launch Edition ถือเป็นโอกาสที่พลาดไปอย่างน่าเสียดาย หากคุณกำลังอินกับบรรยากาศการแข่งขันและอยากหาเกมฟุตบอลเล่นแก้ขัด โหมดทัวร์นาเมนต์ 48 ทีมและ FUT meta ใน EA FC 26 คือสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดในซัมเมอร์นี้ และถ้าคุณอยากฉลองฟุตบอลโลกผ่านเกมอื่นๆ กิจกรรม Rocket League x FIFA World Cup 2026 ก็เป็นรางวัลที่น่าตามเก็บก่อนทัวร์นาเมนต์จะจบลงในวันที่ 19 กรกฎาคม








