Nintendo Switch รุ่นออริจินัลวางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2017 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา eShop ของเครื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอืด หน่วง และค้างบ่อยครั้ง จนกระทั่ง 9 ปีผ่านไป ในที่สุดการอัปเดตระบบครั้งล่าสุดก็ได้ทำในสิ่งที่ผู้เล่นหลายล้านคนเรียกร้องมาตลอด นั่นคือการทำให้มันใช้งานได้จริงเสียที
การแก้ไขนี้มาพร้อมกับ system update 22.5.0 ที่ปล่อยออกมาในสัปดาห์นี้ทั้งสำหรับ Switch รุ่นออริจินัลและ Switch 2 แม้ว่าฝั่ง Switch 2 จะมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัว แต่ประเด็นสำคัญสำหรับเจ้าของ Switch รุ่นเดิมนั้นชัดเจนมาก คือ eShop ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบความอดทนของคุณอีกต่อไป

ซื้อเกมในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม
รับส่วนลดสูงสุด 80%
ปัญหาที่แท้จริงของ eShop แบบเดิมคืออะไร
ต้องบอกว่าปัญหาของ eShop บน Switch รุ่นเดิมนั้นชัดเจนมาก ผู้เล่นต่างพบเจอกับอาการค้าง (freeze) หน้าจอโหลดนานหลายวินาทีเวลาเปลี่ยนเมนู และบั๊กสุดน่าหงุดหงิดที่ร้านค้าจะล็อกค้างหลังจากกดซื้อเกมไปได้เพียง 1 หรือ 2 รายการ ซึ่งปัญหาหลังนี้แหละที่ทำให้การซื้อเกมอินดี้ (indie game) เล็กๆ สักเกมกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมากกว่าความสนุก
สิ่งที่ผู้เล่นหลายคนมองข้ามไปเมื่อย้อนดูประวัติของ eShop คือการที่เครื่องมือจากภายนอก (third-party tools) และวิธีแก้ปัญหาผ่านเบราว์เซอร์ได้รับความนิยมอย่างมาก ก็เพราะหน้าร้านค้าของ Nintendo เองนั้นไม่เสถียรนั่นเอง ชุมชนผู้เล่นต้องหาวิธีเลี่ยงการใช้งานแอปฯ ทางการมานานหลายปี
ประเด็นสำคัญคือตอนนี้ Nintendo ได้แก้ไขปัญหาอาการค้างหลังการซื้อโดยตรงแล้ว การอัปเดตนี้ช่วยแก้ปัญหาแอปฯ เด้ง (crash) ที่มักเกิดขึ้นหลังทำรายการต่อเนื่อง ทำให้คุณสามารถเลือกดูเกมลดราคา กดซื้อเกมที่ต้องการ และทำธุระส่วนตัวต่อได้เลยโดยไม่ต้องคอยเฝ้าหน้าจออีกต่อไป
สิ่งที่อัปเดตนี้เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ
นอกจากการแก้ปัญหาแอปฯ เด้งแล้ว การอัปเดตนี้ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานทั่วไปให้เห็นผลชัดเจน การเปลี่ยนเมนูโหลดเร็วขึ้น ร้านค้าตอบสนองต่อการกดปุ่มได้แม่นยำขึ้น และการเลือกดูหน้า DLC ก็เปลี่ยนมาแสดงผลในรูปแบบการค้นหาที่เหมาะสม แทนที่จะเป็นการเลื่อนดูทีละรายการแบบอืดๆ เหมือนแต่ก่อน
มีข้อสังเกตหนึ่งที่พบคือ การเลือกซื้อ DLC แบบเหมา (bulk selection) ดูเหมือนจะถูกปรับเปลี่ยนไป โดยผู้ใช้บางรายระบุว่า DLC ไม่รองรับการเลือกหลายรายการพร้อมกันเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นความตั้งใจของผู้พัฒนาหรือเป็นผลกระทบจากการปรับปรุงระบบครั้งนี้
สำหรับเจ้าของ Switch ที่ยังเล่นบนฮาร์ดแวร์รุ่นเดิม เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คิด ด้วยชื่อเกมอย่าง Pokémon Champions ที่ยังคงวางจำหน่ายอยู่บน eShop (ดูรายละเอียดได้ที่ คู่มือวันวางจำหน่ายและเวลาเริ่มเล่น Pokémon Champions) รวมถึงเกมอินดี้ใหม่ๆ ที่ทยอยลงแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง eShop จึงยังคงเป็นหน้าร้านค้าที่ใช้งานอยู่ตลอด การที่มันทำงานได้อย่างราบรื่นจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด
9 ปีที่รอคอยการแก้ไข
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น: Switch วางจำหน่ายก่อนที่ Breath of the Wild จะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกเสียอีก ผู้เล่นหลายคนเล่นเกม RPG ความยาว 100 ชั่วโมงจบไปหลายรอบแล้ว ในช่วงเวลาที่รอให้หน้าร้านค้าบนเครื่องรุ่นเดิมใช้งานได้ปกติ
จังหวะเวลาก็น่าสนใจเช่นกัน Switch 2 วางจำหน่ายมาได้ไม่กี่เดือน แต่ Nintendo ยังคงปล่อยอัปเดตให้เครื่องรุ่นก่อนหน้าควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มใหม่ การสนับสนุนทั้งสองแพลตฟอร์มถือเป็นข่าวดีสำหรับใครที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปใช้ Switch 2 และแสดงให้เห็นว่า Nintendo ไม่ได้ทอดทิ้งฮาร์ดแวร์รุ่นเดิมเพียงเพราะมีรุ่นใหม่มาแทนที่
สำหรับผู้เล่นที่สลับใช้งานทั้งสองเครื่อง เกมอย่าง Pokémon Pokopia มีฟีเจอร์อย่าง GameShare เพื่อเชื่อมต่อทั้งสองแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน โดย คู่มือวิธีเล่น Pokémon Pokopia บน Nintendo Switch 1 จะอธิบายวิธีตั้งค่าอย่างละเอียดหากคุณกำลังใช้งานแบบข้ามแพลตฟอร์ม
สิ่งที่เจ้าของ Switch ควรทำตอนนี้
การอัปเดตพร้อมให้ใช้งานแล้วผ่านกระบวนการอัปเดตระบบตามปกติ หากคุณเคยหลีกเลี่ยงการเข้า eShop เพราะประสิทธิภาพที่ย่ำแย่ในอดีต นี่เป็นโอกาสดีที่จะกลับมาลองใช้งานอีกครั้ง ตอนนี้มีโปรโมชั่นลดราคามากมาย และหน้าร้านค้าก็ไม่ควรจะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดเวลาใช้งานอีกต่อไป
Switch 2 ยังคงดึงดูดเกมพอร์ต (port) และเกมเอ็กซ์คลูซีฟ (exclusive) ใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมาถึงของ Phasmophobia ที่ยืนยันลงแพลตฟอร์มแล้ว รายละเอียดทั้งหมดอยู่ใน คู่มือ Phasmophobia บน Nintendo Switch 2 แต่สำหรับตอนนี้ เจ้าของ Switch รุ่นออริจินัลได้รับสิ่งที่รอคอยมาเกือบสิบปีแล้ว นั่นคือ eShop ที่ไม่ทำให้คุณอยากปิดเครื่องหนีไปเสียก่อน








