Streamer Skumnut ได้สร้างสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจังหวะการปิดบอสที่เหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ELDEN RING ด้วยการล้ม Maliketh, the Black Blade โดยใช้เพียงหมัดเปล่าๆ ในชาเลนจ์ "Nothing run" ซึ่งเป็นกฎเหล็กที่เจ้าตัวตั้งขึ้นเองโดยห้ามใช้อุปกรณ์ทุกชนิดภายในเกม
กฎกติกานั้นโหดหินสมชื่อ ไม่มีการใช้โล่ ไม่มีการสวมชุดเกราะ ไม่มีการใส่ Talisman ไม่มีบัฟ (Buff) ไม่มีเวทมนตร์ (Spells) ไม่มีการใช้ Physick ไม่มีการเรียก Torrent และไม่มีไอเทมฟื้นฟู (Consumables) ใดๆ ทั้งสิ้น Skumnut ได้โพสต์สรุปเหตุการณ์ทั้งหมดลงบน Twitter เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2026 เพื่อยืนยันการเป็นคนแรกของโลกที่ทำสำเร็จ พร้อมกับคลิปที่ดูแล้วทั้งฮาและน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน
Nothing run ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร
บอกเลยว่าการดูคลิปตอนสู้กับ Maliketh คือวิธีที่เร็วที่สุดที่จะเข้าใจว่าชาเลนจ์นี้มันบ้าบอแค่ไหน ฟุตเทจส่วนใหญ่เต็มไปด้วยการกลิ้งหลบ (Rolling) และการวิ่งวนเป็นวงกว้าง ในขณะที่ตัวละครของ Skumnut ซึ่งสวมใส่เพียงชุดที่ปิดบังส่วนสำคัญไว้เท่านั้นและมีทรงผมสีเขียวสะท้อนแสงสุดโดดเด่น คอยหาจังหวะปล่อยหมัดใส่หนึ่งในบอสช่วงท้ายเกมที่โหดหินที่สุดของ Elden Ring
ปกติแล้ว Maliketh เป็นบอสที่โจมตีหนักมากอยู่แล้ว ต่อให้คุณจะจัด Build มาเต็มสูบ คุณก็ยังต้องกดดันกับเฟสสองที่มันจะเคลือบดาบด้วย Black Flame of Death ซึ่งจะคอยดูดเลือดสูงสุดของคุณทุกครั้งที่โดนโจมตี แต่เมื่อต้องสู้โดยไม่มีการป้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว การโดนโจมตีเพียงครั้งเดียวก็หมายถึงความตายได้ทันที การต่อสู้ครั้งนี้ Skumnut ใช้เวลาไปกว่า 3 ชั่วโมงและตายไปเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
ตายแค่ 2 ครั้งในเวลา 3 ชั่วโมง ด้วยการใช้แค่หมัดเปล่า นี่คือโลกที่เรากำลังอยู่จริงๆ
คอมมูนิตี้ชาเลนจ์ของ FromSoftware ยกระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ
Skumnut ไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับคอนเทนต์แนวนี้ เขาได้สร้างฐานแฟนคลับจากการทำชาเลนจ์แปลกๆ ใน Elden Ring โดยเฉพาะ และ Nothing run ก็เป็นเพียงชาเลนจ์ล่าสุดในบรรดาข้อจำกัดที่เหล่าคอมมูนิตี้ FromSoftware นำมาเปลี่ยนให้เป็นศิลปะแห่งการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นด้วยหมัดเปล่า (Bare fist runs), การเล่นแบบไม่ให้โดนโจมตีเลย (No-hit runs), การเล่นที่เลเวล 1 (Level 1 runs) หรือการทำความเร็วในการจบเกม (Speedruns) ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นหมวดหมู่การเล่นที่มีผู้เล่นเฉพาะทางของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ Nothing run แตกต่างจากชาเลนจ์อื่นคือความเข้มงวดที่ครอบคลุมทุกด้าน การเล่นเลเวล 1 คุณยังสามารถสวมชุดเกราะได้ การเล่นแบบ No-hit คุณยังสามารถใช้ดาบได้ แต่ Skumnut ตัดตัวช่วยทางกลไกทุกอย่างที่เกมมอบให้ทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้วยังคงเดินหน้าต่อไปได้
ปฏิกิริยาของเขาหลังจากล้มบอสได้สรุปเส้นทางที่เหลืออยู่ได้เป็นอย่างดี: "มันจะยิ่งแย่กว่านี้อีกนะพวกเรา ในทางเทคนิคแล้วเหลือบอสตัวจริงอีกแค่ 2 ตัวเท่านั้น ดังนั้นถึงมันจะยากขึ้น แต่มันก็ใกล้จะจบแล้วล่ะ"
เหลือบอสอีกแค่ 2 ตัว ซึ่งถ้ามองตามความเป็นจริง ทั้งคู่ยากกว่า Maliketh เสียอีก
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากกว่าแค่ความบันเทิง
Nothing run เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า FromSoftware ได้ใส่ความลึกซึ้งไว้ในระบบการต่อสู้ของ Elden Ring มากแค่ไหน การที่ผู้เล่นที่มุ่งมั่นสามารถเดินทางมาถึงช่วงท้ายเกมได้ด้วยการใช้เพียงหมัดเปล่า ไม่ได้แปลว่าเกมนี้ง่าย แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคอมมูนิตี้ได้ศึกษาจังหวะการหลบ (Dodge window), รูปแบบการโจมตี (Attack pattern) และจุดโหว่ของเกมไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด
สิ่งที่ผู้เล่นส่วนใหญ่มองข้ามเวลาดูคลิปเหล่านี้คือจำนวนครั้งที่ล้มเหลวก่อนที่จะเกิดโมเมนต์ระดับโลกขึ้น การใช้เวลา 3 ชั่วโมงกับบอสตัวเดียวและตายแค่ 2 ครั้งอาจฟังดูจัดการได้ แต่ลองนึกดูว่ามีกี่เซสชันก่อนหน้านี้ที่จบลงด้วยความพยายามที่ล้มเหลว ในขณะที่สติของสตรีมเมอร์เริ่มจะหลุดลอยไปทุกที
คอมมูนิตี้ชาเลนจ์ของ Elden Ring ยังคงค้นหาขีดจำกัดใหม่ๆ อยู่เสมอ หากคุณต้องการติดตามชาเลนจ์นี้จนถึงบทสรุป หรือต้องการเจาะลึกกลไกของเกม คู่มือกลยุทธ์ ELDEN RING มีข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่รูปแบบบอสไปจนถึงทฤษฎีการจัด Build สำหรับผู้เล่นที่ชอบให้ตัวละครสวมใส่เสื้อผ้าตามปกติ และสำหรับการติดตามข่าวสารชาเลนจ์อื่นๆ และข่าวเกม ศูนย์รวมคู่มือ ก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ควรบุ๊กมาร์กไว้ ในขณะที่ Skumnut กำลังเข้าใกล้เส้นชัยเข้าไปทุกที








