ASTROBOTANICA แฟนๆ ที่ติดตามแวดวงเกมแนวเอาตัวรอดผจญภัย (survival-adventure) คงต้องหันมาจับตามองสิ่งที่ System Era Softworks เพิ่งทำกับแฟรนไชส์ Astroneer กันสักหน่อย เกือบหนึ่งทศวรรษหลังจากที่ Astroneer ภาคต้นฉบับกลายเป็นหนึ่งในเกมแนวแซนด์บ็อกซ์เอาตัวรอด (sandbox survival) ที่ผู้เล่นรักมากที่สุด ล่าสุดทางสตูดิโอได้เปิดให้เล่น Starseeker: Astroneer Expeditions ในรูปแบบ Early Access บน Switch 2 eShop แล้วในราคา $29.99 แต่มีข้อแม้ว่านี่ไม่ใช่ภาคต่อ แต่เป็นการเปลี่ยนแนวเกม (genre pivot) อย่างสิ้นเชิง
Astroneer ภาคต้นฉบับเน้นความใจเย็น คุณแลนดิ้งลงบนดาว ปรับแต่งสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องมือสารพัดประโยชน์ (multi-tool) ค่อยๆ เก็บเกี่ยวทรัพยากรตามจังหวะของตัวเอง และสร้างสิ่งที่คงอยู่ถาวร แต่ Starseeker ยังคงงานภาพสไตล์การ์ตูนและระบบการปรับแต่งภูมิประเทศที่น่าพึงพอใจเอาไว้ ทว่าตัดระบบความต่อเนื่อง (persistence) ออกไปทั้งหมด ในเกมนี้ ทุกการออกสำรวจจะเป็นการเล่นแบบ Extraction ที่จำกัดเวลา 30 นาที โดยมีเกจออกซิเจน (O2 meter) เป็นตัวกำหนดเวลา เมื่อเกจลดเหลือศูนย์ การสำรวจจะสิ้นสุดลงและคุณต้องกลับไปยังสถานีกลาง ESS Starseeker พร้อมทรัพยากรที่หามาได้
การตัดสินใจด้านดีไซน์เพียงจุดเด่นนี้ทำให้ Starseeker แตกต่างจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ผู้เล่นที่ชื่นชอบจังหวะการเล่นแบบชิลล์ๆ และอิสระของภาคต้นฉบับอาจรู้สึกขัดใจกับรูปแบบการเล่นที่จำกัดเวลาแบบนี้ในช่วงแรก

ซื้อเกมในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม
รับส่วนลดสูงสุด 80%
รูปแบบการเล่นแบบ Expedition เป็นอย่างไร
สถานี ESS Starseeker คือจุดที่ระบบ Live-service เริ่มแสดงให้เห็นชัดเจน ในช่วงระหว่างรอบ ผู้เล่นสามารถคราฟต์ (craft) และอัปเกรดอุปกรณ์ รับเควสต์จาก NPC และรวมกลุ่มปาร์ตี้กับผู้เล่นคนอื่นที่ออนไลน์อยู่ จากนั้นจึงขึ้นยาน Dropship เพื่อลงไปยังพื้นผิวดาว
ต่างจากโลกที่ถูกสุ่มสร้างขึ้น (procedurally generated) ใน Astroneer เพราะ Starseeker ใช้ฉาก Biome ที่ออกแบบมาอย่างประณีตด้วยมือ ทั้งเทือกเขาขนาดใหญ่ ป่าสีสันสดใส และเนื้อเรื่องที่ซ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อม ทำให้ดาวแต่ละดวงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ระบบการปรับแต่งภูมิประเทศยังคงทำงานได้เหมือนเดิม ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถขุดเจาะผ่านสิ่งกีดขวางหรือมุดลงไปในเนินเขาเพื่อหลบหนีจากอันตรายได้
และตอนนี้อันตรายก็เป็นปัจจัยสำคัญ สิ่งมีชีวิตต่างดาวจะลาดตระเวนอยู่ทั่วแผนที่ด้วยขนาดที่แตกต่างกัน ผู้เล่นที่ลุยเดี่ยว (solo) อาจต้องเจอกับสถานการณ์ที่ระบบต่อสู้ยังไม่เข้าที่เข้าทาง และอาจถูกมอนสเตอร์ขนาดใหญ่จัดการจนจบการสำรวจได้ในการโจมตีเพียงสองครั้ง แต่หากมีปาร์ตี้เต็มทีม การเผชิญหน้าเหล่านั้นก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น การลุยเดี่ยวจึงถือว่าท้าทายมาก
ความเป็นจริงของช่วง Early Access
ป้ายกำกับ Early Access ในเกมนี้ถือว่ามีความหมายจริงๆ ในระหว่างที่ได้ทดลองเล่นเวอร์ชันปัจจุบัน ยังพบเจอบั๊กและปัญหาที่ขัดขวางความคืบหน้าบ่อยครั้งจนต้องรีสตาร์ทเกมและเสียความคืบหน้าที่สะสมมา System Era Softworks ได้ทยอยปล่อยแพตช์ออกมาเรื่อยๆ และฐานแฟนคลับเดิมของ Astroneer ก็ช่วยให้เกมมีจำนวนผู้เล่นเริ่มต้นที่ดี แต่ในแง่ของความเสถียรยังถือว่าต้องปรับปรุงอีกมาก
ประสิทธิภาพบน Switch 2 โดยรวมถือว่าทำได้ดี งานภาพสไตล์การ์ตูนรันได้อย่างลื่นไหลทั้งในโหมด Docked และ Handheld และการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์มีความเสถียรระหว่างเล่น แต่พื้นที่ Hub คือข้อยกเว้น โดยเฟรมเรตตกลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมีผู้เล่นคนอื่นอยู่ด้วย บางช่วงถึงกับกระตุกแม้จะมีคนออนไลน์อยู่เพียงไม่กี่คนก็ตาม
ประเด็นเรื่อง Microtransaction ก็น่าสังเกต System Era Softworks เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีระบบนี้ในเกม แต่ Starseeker กลับมีไอเทมที่ซื้อได้ด้วยเงินจริง โดยไอเทมตกแต่ง (Cosmetics) สามารถซื้อได้ด้วยเงินในเกมที่หาได้จากการเล่นปกติ ซึ่งมีให้เลือกพอสมควร แต่การกลับลำจากจุดยืนเดิมของสตูดิโอก็เป็นสิ่งที่ผู้เล่นควรทราบไว้ก่อนตัดสินใจ
Starseeker สร้างมาเพื่อใคร
ประเด็นคือ Starseeker ไม่ได้พยายามจะมาแทนที่ Astroneer แต่มันคือเกม Spin-off แนว Co-op ที่หยิบยืมเอกลักษณ์ทางภาพและความรู้สึกในการใช้เครื่องมือจากภาคต้นฉบับมาใช้ ในขณะที่สร้างโครงสร้างเกมให้ใกล้เคียงกับแนว Extraction ที่เน้นการเล่นเป็นรอบๆ มากขึ้น ซึ่ง Loop การเล่นนี้ถือว่าทำได้น่าสนใจ การทำภารกิจภาคสนามให้สำเร็จ การล่าทรัพยากรเฉพาะทาง และการปรับแต่ง Loadout ของอุปกรณ์ระหว่างรอบ สร้างจังหวะการเล่นที่ดึงดูดให้คุณอยากกลับไปขึ้นยาน Dropship อีกครั้ง
คำถามคือ Loop นี้จะยังคงน่าสนใจหรือไม่เมื่อมองข้ามความไม่สมบูรณ์ในช่วง Early Access ไป ในตอนนี้ การเล่นโดยไม่มีปาร์ตี้ประจำทำให้ประสบการณ์การเล่นดูจืดจางลงอย่างเห็นได้ชัด จำนวนผู้เล่นในเซิร์ฟเวอร์ระหว่างการทดสอบยังค่อนข้างน้อย ทำให้การสำรวจส่วนใหญ่กลายเป็นการเล่นแบบ Solo ซึ่งตัวเกมไม่ได้มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดหากไม่มีผู้เล่นคนอื่นอยู่ด้วย
System Era Softworks ได้มุ่งมั่นที่จะใช้โครงสร้างแบบ Live-service เพื่อลดปัญหา FOMO โดยทางสตูดิโอระบุเจาะจงว่ากลุ่มเป้าหมายคือผู้เล่นสาย Casual หากคำสัญญานี้ยังคงอยู่จนถึงการวางจำหน่ายตัวเต็ม Starseeker อาจกลายเป็นเกมที่ถูกใจแฟนๆ Astroneer ที่ต้องการประสบการณ์การเล่นแบบสังคมมากขึ้น สำหรับตอนนี้ ราคา $29.99 ในช่วง Early Access ถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับผู้เล่นที่มีทีมพร้อมและสามารถยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเกมได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เกมแนวผจญภัย ในสไตล์เดียวกัน หรือต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเอาตัวรอดแบบ Co-op ก่อนเริ่มออกสำรวจครั้งแรก สามารถเข้าไปดูแหล่งข้อมูลได้ที่ ศูนย์รวมไกด์เกม ก่อนที่คุณจะตัดสินใจร่วมภารกิจ








