ฐานทัพบนดวงจันทร์ หุ่นยนต์เด็กสาว และเกมยิงที่ดีที่สุดในรอบหลายปี
Capcom ได้ประกาศเปิดตัว Pragmata ไปเมื่อปี 2020 พร้อมกับตัวอย่างที่เผยให้เห็นชายในชุดอวกาศและเด็กหญิงตัวน้อยบนดวงจันทร์ แม้จะดูน่าสนใจ แต่ก็เป็นพล็อตเรื่องที่อาจจะออกไปทางไหนก็ได้ หรืออาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ หกปีผ่านไป ในที่สุดเกมก็วางจำหน่าย และนี่คือประเด็นสำคัญ: มันคือหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดที่ Capcom ได้ปล่อยออกมาในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะมันเป็นการปฏิวัติวงการ แต่เป็นเพราะมันถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่เฉพาะตัวและแปลกใหม่เล็กน้อยออกมาได้อย่างหนักแน่นและจริงจัง
คุณจะได้รับบทเป็น Hugh Williams นักบินอวกาศที่ถูกส่งไปตรวจสอบสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่ขาดการติดต่อ ลูกเรือคนอื่นไม่รอดชีวิตจากการลงจอด แต่ Hugh รอดมาได้แบบเฉียดฉิว และเกือบจะทันทีที่เขาได้พบกับ Diana แอนดรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นให้มีรูปลักษณ์และพฤติกรรมเหมือนเด็กหญิงวัยแปดขวบ ซึ่งมีความสามารถในการแฮ็กระบบที่เป็นศัตรูทุกอย่างบนฐาน ทั้งคู่ต้องพึ่งพากันและกันเพื่อเอาชีวิตรอด การปูเรื่องแบบนี้ช่วยให้เกมดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าทุกนาที

หัวใจหลักของเกมเพลย์แบบ Hack-and-shoot
Gameplay
ระบบการต่อสู้คือสิ่งที่ทำให้ Pragmata สร้างชื่อเสียงได้ Hugh รับหน้าที่ในส่วนของการยิงในมุมมองบุคคลที่สาม (Third-person shooter) โดยมีคลังแสงที่เริ่มจากปืนพกพื้นฐานไปจนถึงอาวุธที่สร้างสรรค์และทรงพลังมากขึ้นเมื่อเกมดำเนินไป ส่วน Diana จะรับหน้าที่ในการแฮ็ก ศัตรูทุกตัวที่คุณเผชิญจะมี Hacking Matrix แสดงขึ้นมาข้างๆ เมื่อคุณเล็งปืน ซึ่งเป็นปริศนากราฟิกที่ Diana สามารถแก้เพื่อเปิดจุดอ่อน ปิดการใช้งานโล่ หรือเข้าควบคุมศัตรูชั่วคราว
หัวใจสำคัญคือทั้งสองระบบนี้ต้องการความสนใจจากคุณพร้อมกัน คุณต้องคอยเช็กตำแหน่งศัตรูและจัดการกระสุน ในขณะเดียวกันก็ต้องอ่านตาราง Hacking Matrix และตัดสินใจว่าจะจัดการจุดอ่อนไหนก่อน ในช่วงแรกของเกม ตารางจะยังเล็กและจัดการได้ง่าย แต่พอเข้าสู่ช่วงกลางเกม คุณจะต้องรับมือกับศัตรูหลายตัวที่มี Matrix ซับซ้อน พร้อมกับต้องหลบการโจมตีแบบ Area Attack และบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ฟินและท้าทายตลอดเวลา
การรักษาสมดุลระหว่างการแฮ็ก การหลบ และการยิง สร้าง Loop การเล่นที่เพิ่มความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกว่ายากจนเกินไป ศัตรูประเภทใหม่ๆ จะมาพร้อมกับรูปแบบ Matrix และพฤติกรรมใหม่ๆ ทำให้เกมยังคงสอนสิ่งใหม่ๆ ให้คุณจนถึงช่วงท้ายเกม พื้นที่การต่อสู้ (Combat arenas) ถูกออกแบบมาอย่างดีและให้ความสำคัญกับการวางตำแหน่ง (Positioning) รวมถึงความหลากหลายของอาวุธที่มีมากพอจนคุณจะเริ่มมีอาวุธโปรดในใจ
แนะนำให้อัปเกรดความเร็วในการแฮ็กของ Diana ตั้งแต่เนิ่นๆ การแก้ Matrix ได้เร็วขึ้นจะช่วยลดช่วงเวลาที่คุณต้องยืนนิ่งและตกเป็นเป้าโจมตีได้มาก
ระบบ Progression เชื่อมโยงโดยตรงกับความสัมพันธ์ระหว่าง Hugh และ Diana การปลดล็อกรางวัลไม่ได้ให้แค่ค่าสถานะที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มห้องของเล่นของ Diana ด้วยสิ่งของและความทรงจำจากโลก ซึ่งจะปลดล็อกคัตซีนและบทสนทนาพิเศษ นี่เป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดเพราะทำให้รางวัลในเชิงกลไก (Mechanical reward) รู้สึกมีความหมายทางอารมณ์ คุณจะอยากเล่นต่อไม่ใช่แค่เพื่อให้เก่งขึ้น แต่เพื่อดูปฏิกิริยาของ Diana ต่อสิ่งของชิ้นใหม่ที่ Hugh นำมาให้

รางวัลที่ช่วยสร้างห้องของเล่นของ Diana
Graphics and audio
การตั้งค่าสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ทำให้งานภาพมีโทนสีที่เฉพาะตัวและสม่ำเสมอ: ทางเดินสีขาว โลหะที่เย็นเยียบ และความมืดมิดของอวกาศผ่านหน้าต่างทุกบาน มันฟังดูจืดชืดและอาจจะน่าเบื่อในเกมอื่น แต่ที่นี่ ความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมที่ดูคลินิกกับแอนิเมชันที่แสดงอารมณ์ได้ชัดเจนและการออกแบบตัวละครที่ดูอบอุ่นของ Diana กลับสร้างผลลัพธ์ทางภาพที่ยอดเยี่ยม เธอโดดเด่นในทุกฉาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความตั้งใจของผู้พัฒนา
การออกแบบชุดของ Hugh เป็นการผสมผสานระหว่างอุปกรณ์ NASA ที่สมจริงกับความเป็นเกมไซไฟยิงแหลก ด้วยหมวกทรงเหลี่ยมและชุดสีขาวเทอะทะ ซึ่งช่วยให้เกมรู้สึกมีความสมจริง (Grounded) มากกว่าที่จะเป็นแฟนตาซีจ๋า เทคโนโลยี Lunafilament ที่เป็นเบื้องหลังระบบสนับสนุนชีวิตของฐานได้รับความสนใจทั้งในด้านภาพและเนื้อเรื่อง ทำให้ฉากหลังดูผ่านการคิดมาอย่างดีไม่ใช่แค่ของประดับ
ดนตรีประกอบทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วงต่อสู้ที่ตึงเครียดจะมีเพลงที่เร้าอารมณ์ ส่วนช่วงเนื้อเรื่องที่เงียบสงบก็ให้จังหวะที่ผ่อนคลาย การพากย์เสียงของทั้ง Hugh และ Diana ทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะ Diana ที่อาจจะกลายเป็นตัวละครที่น่ารำคาญได้ง่ายๆ แต่กลับกลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์อย่างแท้จริง
Pragmata วางจำหน่ายบน PS5, Xbox Series X/S, PC และ Nintendo Switch 2 ประสิทธิภาพของเกมมีความเสถียรในทุกแพลตฟอร์ม โดยเวอร์ชัน Switch 2 สามารถเล่นในโหมดพกพาได้อย่างลื่นไหล
Story
ความสัมพันธ์แบบพ่อลูกตัวแทนไม่ใช่เรื่องใหม่ The Last of Us ได้วางรากฐานไว้ และเกมต่างๆ ก็ได้หยิบยกไปปรับใช้ตั้งแต่นั้นมา Pragmata ตระหนักถึงเรื่องนี้และไม่ได้พยายามปฏิเสธมัน สิ่งที่ทำต่างออกไปคือการทำให้ Diana เป็นตัวละครที่มีบทบาทและมีความสามารถ ไม่ใช่แค่ตัวถ่วง เธอไม่ใช่แค่สัมภาระ แต่เธอแฮ็กศัตรูที่อาจฆ่า Hugh ได้ในเสี้ยววินาที ความสัมพันธ์นี้มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเปลี่ยนมิติทางอารมณ์ของเกมไปทั้งหมด
ปริศนาหลักของเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ AI ตัวร้ายอย่าง IDUS และสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมงานที่เป็นมนุษย์บนสถานีนั้นถูกสร้างมาอย่างดี มีบันทึกและไฟล์เสียงเสริมที่ช่วยเติมเต็มโลกของเกม และมีจุดหักมุมที่ทำออกมาได้น่าประทับใจ แม้ว่าจังหวะหลักของเนื้อเรื่องจะเดาทางได้ง่ายจนคุณอาจเห็นภาพตอนจบก่อนจะถึง แต่การถ่ายทอดออกมาก็ยังคงสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี มีมากกว่าหนึ่งฉากในช่วงครึ่งหลังของแคมเปญที่กระแทกใจได้แรงกว่าที่คิด

สายสัมพันธ์ของทั้งคู่คือแรงขับเคลื่อนของเนื้อเรื่อง
Verdict
Pragmata เป็นเกมที่โฟกัสและมั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรและไม่จำเป็นต้องขอโทษใคร ระบบการต่อสู้แบบแฮ็กคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่เกิดขึ้นกับเกมยิงมุมมองบุคคลที่สามในรอบหลายปี โลกของเกมถูกสร้างขึ้นมาอย่างดี และ Hugh กับ Diana ก็เป็นตัวละครที่น่าใช้เวลาด้วย ความเดาทางได้ของเนื้อเรื่องถือเป็นข้อจำกัดที่เห็นได้ชัด และแคมเปญไม่ได้ผลักดันสภาพแวดล้อมให้ไปไกลเท่าที่ควรจะเป็น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อติเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเกมที่ทำตามเป้าหมายหลักของตัวเองได้เกือบสมบูรณ์แบบ
ทีมพัฒนาชุดใหม่ของ Capcom กำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือเกม IP ใหม่ที่ผมรู้สึกตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่ยุค GameCube และนั่นไม่ใช่การพูดเกินจริงเลย


