บทนำ
บอกตามตรงเลยนะ ตอนที่ผมเห็น PUBG: Blindspot ครั้งแรก ผมคิดว่ามันเป็นแค่เกมภาคแยกที่ใช้ชื่อ PUBG เพื่อหวังผลทางธุรกิจ โดยที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก การเป็นเกมยิงมุมมองจากด้านบนแบบเล่นฟรี (free-to-play) จากค่ายยักษ์ใหญ่แห่งวงการ แบทเทิลรอยัล ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นเกมที่ "ต้องลอง" เลยแม้แต่น้อย ตอนแรกผมคิดว่ามันจะเป็นเกมที่เล่นแล้วก็ลบทิ้งไปจากเครื่องในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
หลังจากเล่นไปได้สักพัก สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Blindspot มีเสน่ห์อย่างแท้จริงคือวิธีการจัดการกับการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (tactical positioning) และการประสานงานของทีม นี่ไม่ใช่ประสบการณ์ PUBG แบบดั้งเดิม มันใกล้เคียงกับเกม Rainbow Six Siege ในมุมมองจากด้านบนมากกว่า แต่มีรอบการเล่นที่สั้นกว่า กลไกที่ลื่นไหลกว่า และราคาแบบเล่นฟรีที่ขจัดอุปสรรคในการเข้าถึงทุกอย่างออกไป

มุมมองแผนที่เชิงกลยุทธ์จากด้านบน
รูปแบบการเล่น
กลไกหลัก
PUBG: Blindspot เป็นเกมยิงเชิงกลยุทธ์แบบ 5v5 ที่เล่นจากมุมมองด้านบนทั้งหมด แต่ละรอบจะมีการแบ่งบทบาทเป็นฝ่ายบุกและฝ่ายตั้งรับ มีสิ่งกำบังที่ทำลายได้ และตัวละครที่มีอุปกรณ์พิเศษเฉพาะตัว หากคุณเคยเล่น Rainbow Six Siege หรือแม้แต่ League of Legends โครงสร้างของเกมจะรู้สึกคุ้นเคย แต่ถ้าคุณเคยเล่นแต่เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งหรือบุคคลที่สาม เตรียมตัวปรับตัวครั้งใหญ่ได้เลย
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจที่สุดคือระบบการเล็งที่ทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อคุณคุ้นเคยแล้ว การควบคุมด้วยเมาส์จะกำหนดทิศทางการเล็ง และคีย์บอร์ดจะควบคุมการเคลื่อนที่ ซึ่งสร้างพลวัตการแบ่งสมาธิที่น่าพอใจ ซึ่งให้รางวัลกับการรับรู้เชิงพื้นที่ (spatial awareness) มากกว่าการเล็งที่แม่นยำเพียงอย่างเดียว
ตัวละครและอุปกรณ์พิเศษ
ตัวละครแต่ละตัวมาพร้อมกับอุปกรณ์พิเศษที่ส่งเสริมกลยุทธ์ของทีม โดรน อุปกรณ์เจาะ, อุปกรณ์สร้างควัน และตัวเลือกในการสอดแนม ล้วนมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนจนเกินไป ยิ่งผมได้สำรวจตัวละครมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งชื่นชมความสมดุลของตัวเลือกตัวละครในระยะนี้มากเท่านั้น ไม่มีตัวไหนที่โดดเด่นเหนือกว่าตัวอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากสำหรับเกมที่เพิ่งเปิดตัว
หากคุณมาจากสายเกมยิงเชิงกลยุทธ์มุมมองบุคคลที่หนึ่ง ให้ใช้เวลาช่วงแรกๆ ในการเล่นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว เพื่อให้คุ้นเคยกับการอ่านมุมมองจากด้านบนก่อนที่จะตัดสินใจเล่นแบบดุดัน
จังหวะของเกม
แต่ละรอบสั้นมาก การแข่งขันเต็มรูปแบบมักจะไม่ยืดเยื้อจนน่าเบื่อ ซึ่งทำให้ Blindspot มีประโยชน์อย่างแท้จริงสำหรับผู้เล่นที่ต้องการความตึงเครียดในการแข่งขันโดยไม่ต้องใช้เวลาผูกมัดถึงสองชั่วโมง แต่ละรอบเต็มไปด้วยการตัดสินใจ และรูปแบบที่สั้นหมายความว่าความผิดพลาดจะให้บทเรียนมากกว่าการลงโทษ
ความหงุดหงิดอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นตั้งแต่แรกและยังคงอยู่คือข้อจำกัดของโหมดการแข่งขัน ในช่วงเปิดตัว โหมดจัดอันดับถูกจำกัดให้เล่นเป็นทีมสองคน ซึ่งทำให้กลุ่มเพื่อนห้าคนที่เข้ามาเล่นเกมด้วยกันโดยคาดหวังประสบการณ์ทีมเต็มรูปแบบต้องผิดหวังทันที

หน้าจอจัดอุปกรณ์พิเศษของตัวละคร
กราฟิกและเสียง
สไตล์ภาพ
Blindspot ใช้พื้นที่ติดตั้งเพียง 3GB ซึ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้านภาพของมัน รูปแบบศิลปะมุมมองจากด้านบนนั้นดูสะอาดตาและเข้าใจง่าย มากกว่าที่จะน่าประทับใจในเชิงเทคนิค แผนที่ถูกออกแบบมาเพื่อความชัดเจน โดยมีกำแพงที่ทำลายได้และสิ่งกำบังที่แสดงผลในลักษณะที่ทำให้ข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถตีความได้อย่างรวดเร็ว
การออกแบบตัวละครมีความแตกต่างเพียงพอที่จะระบุได้จากระยะไกล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในรูปแบบมุมมองจากด้านบนที่การอ่านเงา (silhouette reading) มาแทนที่การเผชิญหน้าแบบเห็นหน้ากัน สภาพแวดล้อมนั้นใช้งานได้จริงและออกแบบมาอย่างดี มากกว่าที่จะโดดเด่นในด้านภาพ
การออกแบบเสียง
เสียงประกอบมีความสำคัญอย่างแท้จริงใน Blindspot เสียงฝีเท้า เสียงการเจาะ และเสียงการใช้อุปกรณ์พิเศษ ล้วนให้ข้อมูลที่นำไปสู่การตัดสินใจโดยตรง การผสมผสานเสียงนั้นชัดเจนโดยไม่ซับซ้อน ซึ่งเข้ากับปรัชญาโดยรวมของเกมที่ต้องการให้ทุกอย่างอ่านง่ายและรวดเร็ว
เกมนี้เหมาะกับใคร?
PUBG: Blindspot เหมาะสำหรับผู้เล่นที่ชื่นชอบเกมทีมเชิงกลยุทธ์ มีใจที่เปิดกว้างต่อมุมมองที่แตกต่าง และต้องการสิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริงจากภูมิทัศน์เกมฮีโร่ในปัจจุบัน แฟนๆ ของ Rainbow Six Siege, Project Zomboid หรือแม้แต่เกมวางแผนมุมมองจากด้านบน จะพบสิ่งที่น่าหลงใหลมากมายที่นี่ ผู้เล่น FPS เพียวๆ ที่ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับรูปแบบการควบคุมใหม่ๆ อาจจะเลิกเล่นไปอย่างรวดเร็ว

การเลือกบทบาทฝ่ายบุก vs. ฝ่ายตั้งรับ
เกมนี้เล่นฟรี ขนาด 3GB ไม่มีเหตุผลดีๆ ที่จะไม่ลองเล่น


