Rune Dice ได้เปิดตัวเวอร์ชัน PC เต็มรูปแบบพร้อมคลาสที่แตกต่างกันถึง 8 คลาส เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 3 คลาสในตัวเดโม โดยมี 2 คลาสให้เลือกเล่นตั้งแต่เริ่ม ส่วนอีก 6 คลาสที่เหลือจำเป็นต้องทำภารกิจ (achievements) ให้สำเร็จระหว่างการเล่น (run) แต่ละคลาสจะมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในส่วนของ Dice Pool, Relics และเอกลักษณ์ในการต่อสู้ การเลือกปลดล็อกคลาสตามลำดับที่เหมาะสมนั้นสำคัญกว่าที่คิด เพราะบางคลาสสามารถไล่เก็บได้ง่ายในช่วงต้นเกม ในขณะที่บางคลาสต้องอาศัยการควบคุมกระดาน (board control) ขั้นสูงที่คุณอาจจะยังไม่มีในตอนนี้

รายชื่อคลาสใน Rune Dice
มีคลาสอะไรบ้างใน Rune Dice?
Rune Dice มีทั้งหมด 8 คลาส ได้แก่ Rogue, Mage, Warrior, Archer, Bard, Druid, Paladin และ Necromancer โดย Rogue และ Mage จะถูกปลดล็อกให้โดยอัตโนมัติ ส่วนอีก 6 คลาสที่เหลือ คุณต้องทำภารกิจเฉพาะระหว่างการเล่นให้สำเร็จ
นี่คือวิธีปลดล็อกแต่ละคลาส:
Archer เป็นคลาสที่ปลดล็อกยากที่สุดในเกม การทำคอมโบ 40 ในการทอยครั้งเดียวต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการทำ chain merge, การมี Relics ที่เหมาะสมอย่าง Gravity และ Dice Factory รวมถึงการจัดวางกระดานที่ผู้เล่นใหม่ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ในช่วงแรก อย่าเพิ่งรีบไปไล่เก็บคลาสนี้เป็นคลาสแรก
คลาส vs. ตัวละครย่อย (variants): ต่างกันอย่างไร?
จุดนี้มักทำให้ผู้เล่นใหม่สับสน คลาส (class) คือสายอาชีพหลัก เช่น Rogue หรือ Warrior ส่วน ตัวละครย่อย (character variant) หรือที่เรียกว่าฮีโร่ คือเวอร์ชันเริ่มต้นที่แตกต่างกันภายในคลาสนั้นๆ ซึ่งมักจะมีลูกเต๋าเริ่มต้นและเงื่อนไขการปลดล็อกที่แยกต่างหาก
ตัวอย่างเช่น คลาส Rogue ประกอบด้วยฮีโร่ 3 ตัว:
- John Wickblade: มีให้เล่นตั้งแต่เริ่มในคลาส Rogue
- Romeo Deathbrew: ปลดล็อกโดยการใช้ Dodge Die ครบ 50 ครั้ง
- Mira Mirage: ปลดล็อกโดยการใช้ Poison Die ครบ 100 ครั้ง
การปลดล็อกฮีโร่ใหม่ภายในคลาสจะเปลี่ยนชุดลูกเต๋าเริ่มต้นของคุณ ซึ่งอาจทำให้คลาสเดิมเล่นง่ายขึ้นหรือยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการปลดล็อกตัวคลาสเองจะเป็นการเพิ่มสายอาชีพใหม่เข้ามาในรายการของคุณ ทั้งสองอย่างนี้เป็นเส้นทางการพัฒนาที่แยกจากกัน การสับสนระหว่างสองสิ่งนี้จะทำให้เสียเวลาเล่นไปโดยเปล่าประโยชน์

การเลือกฮีโร่ในคลาส Rogue
ลำดับการปลดล็อกที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่คืออะไร?
จากความยากของเงื่อนไขและประโยชน์ที่ได้รับ นี่คือลำดับการปลดล็อกที่แนะนำ:
1. Warrior (สำคัญที่สุด): เอาชนะบอสตัวใดก็ได้ 2 ตัว คุณจะทำสำเร็จได้เองตามธรรมชาติเพียงแค่เล่นไปเรื่อยๆ Warrior จะมอบลูกเต๋า Shield และ Stun ซึ่งช่วยเปิดทางเลือกในการเล่นสายป้องกัน ทำให้การปลดล็อกบอสตัวอื่นๆ ในภายหลังปลอดภัยขึ้นมาก จนกว่าจะได้ Warrior มา ให้ใช้ Rogue เป็นคลาสหลักไปก่อน
2. Paladin (ช่วงต้น-กลางเกม): เอาชนะมินิบอส 20 ตัว เงื่อนไขนี้จะสะสมไปเรื่อยๆ ในการเล่นหลายรอบ จึงไม่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์มากนัก Paladin ผสมผสานการโจมตีศักดิ์สิทธิ์เข้ากับกลไกการฟื้นฟู (regeneration) และการเสียสละ (sacrifice) ทำให้เป็นหนึ่งในคลาสที่เล่นง่ายที่สุดสำหรับผู้เล่นที่กำลังเรียนรู้รูปแบบการโจมตีของบอส
3. Necromancer (กลางเกม): เอาชนะ dark knights 50 ตัว นี่คือเป้าหมายด้านจำนวนศัตรู ดังนั้นให้เลือกเส้นทางที่มีการต่อสู้เยอะๆ และหลีกเลี่ยงการจบการเล่นเร็วเกินไป Necromancer ให้รางวัลกับความอดทน โดยเน้นการสะสมคำสาป (curses) และเครื่องหมายแห่งความตาย (death marks) ในการต่อสู้ที่ยาวนาน
4. Bard (กลางเกม): รวมลูกเต๋าให้ได้ค่า 8 หรือมากกว่า ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่อง chain merge แต่ไม่ยากเท่าเงื่อนไขของ Archer เมื่อคุณคุ้นเคยกับกลไกการรวมลูกเต๋าแล้ว คุณจะทำสำเร็จได้เองตามธรรมชาติ
5. Druid (ท้ายเกม): เอาชนะ Blight Druid ในโหมด Hard Mode นี่เป็นเงื่อนไขของโหมด Hard Mode ดังนั้นควรเตรียมอุปกรณ์เอาตัวรอดมาด้วย Druid โดดเด่นในการต่อสู้ที่ยาวนานด้วยการใช้รากไม้ (roots), หนาม (thorns) และการเรียกวิญญาณ (spirit summons)
6. Archer (สุดท้าย): การทำคอมโบ 40 ในการทอยครั้งเดียวคือเงื่อนไขที่ยากที่สุดในเกม เก็บไว้ทำตอนที่คุณเข้าใจเรื่อง push merges, มุมการกระดอน (ricochet angles) และการจัดวางกระดานแล้ว การฝืนทำตั้งแต่ช่วงแรกจะทำให้เสียรอบการเล่นดีๆ ไปเปล่าๆ
อธิบายทั้ง 8 คลาส
Rogue
Rogue เป็นคลาสเริ่มต้นที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับการพัฒนาในช่วงแรก ลูกเต๋าประจำตัวคือ Backstab Die, Blind Die, Dodge Die และ Poison Die มีฮีโร่ให้เลือก 3 ตัว: John Wickblade (เน้นหลบหลีกและโจมตีเร็ว), Romeo Deathbrew (เน้นสะสมพิษและดาเมจต่อเนื่อง), และ Brutus Backstrike (เน้นโจมตีจุดตายจากด้านหลัง) การเล่นสายพิษสามารถจัดการบอสได้อย่างรวดเร็ว และการสะสมการหลบหลีกช่วยให้บาง Build สามารถรับดาเมจมหาศาลได้
Mage
Mage เป็นอีกหนึ่งคลาสเริ่มต้นและมีเพดานดาเมจสูงสุดในเกม ลูกเต๋าประจำตัวประกอบด้วย Fire Die, Freeze Die, Lightning Die และ Arcane Die ฮีโร่ได้แก่ Merlin the Purple (เน้นประโยชน์ใช้สอย Arcane), Albus Boombledore (เน้นคอมโบไฟระเบิด), และ Nikola Thunderheart (เน้นกระจายสายฟ้า) การแช่แข็ง (Freeze) สามารถหยุดการโจมตีของศัตรูได้สนิท ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในเกม แม้จะเป็นคลาสสายโจมตีก็ตาม
Warrior
Warrior คือคลาสที่สำคัญที่สุดที่ต้องปลดล็อกในช่วงต้น ลูกเต๋าประจำตัว: Fury Die, Overwhelming Die, Shield Die และ Stun Die ฮีโร่ได้แก่ Arahorn Thronebane (แทงค์สมดุลพร้อมสกิลควบคุม), Maximus Crow (เน้นสร้างโล่), และ Nanoc the Barbarian (เน้นโจมตี Fury ดุดัน) Build สายโล่สามารถกลายเป็นอมตะได้หากมี Relics ที่เหมาะสม แต่ก็อย่าเน้นแค่ป้องกันอย่างเดียว เพราะการต่อสู้ที่ยืดเยื้อเกินไปจะเปิดโอกาสให้บอสจัดการคุณได้
Paladin
Paladin เป็นคลาสที่ดีที่สุดสำหรับผู้เล่นที่กำลังเรียนรู้กลไกของบอส ลูกเต๋าประจำตัว: Holy Die, Rage Die, Regeneration Die และ Sacrifice Die ฮีโร่ได้แก่ Azkali Lightbringer (เน้นฮีลสมดุล), Cassius Holywar (เน้นแนวหน้าสาย Rage), และ Ragnar Lightborn (เน้นเอาตัวรอดด้วยการฟื้นฟูและเสียสละ) การผสมผสานระหว่างการฮีลและดาเมจที่เชื่อถือได้ทำให้คลาสนี้เล่นง่ายและไม่น่าเบื่อ
Necromancer
Necromancer น่ากลัวมากในการต่อสู้ที่ยาวนาน ลูกเต๋าประจำตัว: Curse Die, Death Mark Die, Drain Die และ Soul Die ฮีโร่ได้แก่ Edward Darksparkle (เน้นคำสาปตัดกำลังศัตรู), Dexter Deathnote (เน้นสเกลดดาเมจ Death Mark), และ Rick Mortis (เน้นดูดเลือดเพื่อความยั่งยืน) Build สายดูดเลือด (Drain) ยังมอบการฮีลที่แข็งแกร่งที่สุดในเกม ทำให้ Necromancer เอาตัวรอดได้ดีอย่างน่าประหลาดใจแม้จะมีจุดยืนเป็นสายโจมตี
Druid
Druid ชนะด้วยการตอดเลือดศัตรูไปเรื่อยๆ ลูกเต๋าประจำตัว: Growth Die, Root Die, Spirit Die และ Thorn Die ฮีโร่ได้แก่ Darwin Wildform (เน้นดาเมจธรรมชาติสมดุล), Bear Thornweaver (แทงค์สายหนาม), และ Groot Rootcaller (เน้นรากไม้และเรียกวิญญาณ) Build สายเรียกวิญญาณจะทรงพลังมากเมื่อ Relics ทำงานประสานกัน แต่คลาสนี้ต้องใช้เวลาในการตั้งตัว อย่าคาดหวังว่า Druid จะทำดาเมจระเบิด (burst) ได้
Bard
Bard จะเก่งขึ้นตามระยะเวลาการต่อสู้ผ่านบัฟและการสะสมโบนัส ลูกเต๋าประจำตัว: Inspire Die, Encore Die, Strength Die และ Weakness Die ฮีโร่ได้แก่ Dan Deliono (เน้น Inspire และ Strength), Orpheus Goldstring (เน้นคอมโบ Encore), และ Taras Kobzar (เน้นดีบัฟ Weakness เพื่อเพิ่มดาเมจให้ทีม) Relics อย่าง Double Lute และ Battle Drum จะช่วยเร่งพลังของ Bard ได้อย่างมาก
Archer
Archer คือสุดยอดนักฆ่าบอสแบบเป้าหมายเดี่ยว ลูกเต๋าประจำตัว: Sniper Die, Pierce Die, Finisher Die และ Knockback Die ฮีโร่ได้แก่ Clint Westfield (เน้นโจมตีแม่นยำและปิดฉาก), Arrow Smith (เน้นเจาะทะลุและผลักศัตรู), และ Silva Nightwalker (เน้นลอบโจมตีและปิดฉาก) Build สาย Sniper และ Finisher สามารถจัดการศัตรูอันตรายได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่สาย Pierce จะรับมือกับศัตรูที่มาเป็นกลุ่มได้ดี
วิธีจัด Build เพื่อทำภารกิจปลดล็อก
การปรับความคิดที่สำคัญคือ: การเล่นปกติคือการหาวิธีชนะ แต่การเล่นเพื่อปลดล็อกคือการดูว่าเงื่อนไขนั้นต้องการอะไร
รอบการเล่นเพื่อปลดล็อกที่ดีที่สุดคือรอบที่คุณควบคุมได้ ซึ่งทุกรางวัลที่เลือกจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียว การชนะแบบปกติที่ไม่ปลดล็อกคลาสก็ยังช่วยเพิ่มเลเวลคลาสและให้เหรียญสำหรับการเล่นครั้งต่อไป
สำหรับกลยุทธ์เชิงลึกของแต่ละคลาสและ Build ต่างๆ สามารถดูได้ที่ คู่มือกลยุทธ์ Rune Dice ซึ่งครอบคลุมรายละเอียดการจัด Build, การเลือกเส้นทางบอส และเทคนิคการรวมลูกเต๋าขั้นสูง หากคุณกำลังสำรวจ เกมอินดี้ อื่นๆ ที่มีระบบการเล่นแบบ Roguelite ก็มีความรู้หลายอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้เช่นกัน


