Rune Dice ได้เปิดตัวเวอร์ชัน PC เต็มรูปแบบพร้อมคลาสที่เล่นได้ 8 คลาส ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่จากเดิมที่มีให้เล่นเพียง 3 คลาสในตัวเดโม โดยคุณจะได้รับ 2 คลาสแรกมาตั้งแต่เริ่มเกม ส่วนอีก 6 คลาสที่เหลือจะมีเงื่อนไขการปลดล็อกเฉพาะตัว ซึ่งบางคลาสก็ทำได้ง่ายๆ แต่บางคลาสอาจต้องอาศัยการเล่นหลายรอบ (runs) เพื่อทำให้สำเร็จ นี่คือทุกสิ่งที่คุณควรรู้เพื่อปลดล็อกคลาสทั้งหมด
คลาสไหนบ้างที่เล่นได้ตั้งแต่เริ่มเกม?
Rogue และ Mage จะถูกปลดล็อกให้โดยอัตโนมัติเมื่อเริ่มเกม ทั้งสองคลาสสามารถอัปเลเวลได้จากการเล่น Dice ประเภทนั้นๆ ให้ครบ 50 ครั้ง ได้แก่ 50 Rogue Dice สำหรับ Rogue และ 50 Mage Dice สำหรับ Mage คลาสทั้งสองนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจระบบของเกม และคุ้มค่าที่จะใช้เวลาเล่นก่อนจะไปไล่ปลดล็อกคลาสอื่นๆ
วิธีปลดล็อกทั้ง 6 คลาสที่ถูกล็อกไว้
คลาสที่ถูกล็อกไว้ทั้ง 6 คลาสต้องการความสำเร็จ (achievement) ในเกมที่แตกต่างกันไป บางคลาสผูกติดกับความคืบหน้าในการปราบ Boss และบางคลาสผูกติดกับกลไกของลูกเต๋า นี่คือรายละเอียดทั้งหมด:
คุณสามารถเลือกปลดล็อกคลาสเหล่านี้ตามลำดับใดก็ได้ ซึ่งสำคัญมากเพราะบางเงื่อนไขเป็นแบบ Passive (เช่น Warrior และ Paladin ที่จะปลดล็อกเองตามธรรมชาติขณะเล่น) ในขณะที่บางคลาสต้องอาศัยการวางแผนการเล่นที่ชัดเจน

คลาสไหนปลดล็อกง่ายที่สุด?
Warrior คือคลาสที่ปลดล็อกได้เร็วที่สุด เพียงแค่เอาชนะ Boss ที่ไม่ซ้ำกัน 2 ตัวในการเล่นของคุณก็ได้มาครอบครองแล้ว ส่วน Paladin จะใช้เวลานานกว่าเพราะต้องจัดการ Mini-boss ถึง 20 ตัว แต่ก็เป็นสิ่งที่สะสมไปได้เรื่อยๆ ตามธรรมชาติจากการเล่นหลายๆ รอบโดยไม่ต้องตั้งใจทำเป็นพิเศษ
Bard เป็นความท้าทายด้านการจัดการลูกเต๋า คุณต้องทำการ Merge ลูกเต๋าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้แต้ม 8 หรือมากกว่า นี่เป็นการทดสอบความเข้าใจในกลไกการ Merge มากกว่าความอดทน ดังนั้นเวลาที่คุณใช้เรียนรู้ระบบเหล่านี้ในช่วงแรกจะส่งผลดีในจุดนี้
Necromancer ต้องการการเอาชนะ Dark Knight 50 ตัว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาฟาร์ม (grind) แต่ก็ทำได้ไม่ยากเพราะ Dark Knight ปรากฏตัวบ่อยพอที่จะทำให้ปลดล็อกได้เองตามเวลาโดยไม่ต้องฝืนใช้กลยุทธ์เฉพาะทาง
ทำไมการปลดล็อก Archer ถึงยากนัก?
Archer มีเงื่อนไขการปลดล็อกที่โหดที่สุดในเกม คุณต้องทำแต้มคอมโบลูกเต๋าให้ได้ 40 พอดีในการทอยครั้งเดียว ซึ่งเป็นแต้มคอมโบสูงสุดที่เป็นไปได้ สิ่งนี้ต้องอาศัยการจัดเซตลูกเต๋าที่เฉพาะเจาะจงมากและไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ คุณต้องวางแผนการเล่น (run) เพื่อมุ่งเน้นไปที่การทำคอมโบนี้โดยเฉพาะ แทนที่จะมองว่าเป็นเป้าหมายรอง

คลาสส่งผลต่อการเล่นอย่างไร?
แต่ละคลาสจะมีกลุ่ม Dice และ Rune ของตัวเอง ซึ่งจะกำหนดรูปแบบการเล่นของคุณ นอกจากนี้แต่ละคลาสยังมี Heroes ให้เลือกเล่นได้หลายตัว และ Hero แต่ละตัวก็มีเงื่อนไขการปลดล็อกแยกต่างหากจากตัวคลาสเอง
ตัวอย่างเช่น คลาส Rogue จะทำให้คุณเข้าถึง Hero ได้ 3 ตัว:
- John Wickblade (มีให้ตั้งแต่เริ่ม)
- Romeo Deathbrew (ปลดล็อกโดยการใช้ Dodge Die ครบ 50 ครั้ง)
- Mira Mirage (ปลดล็อกโดยการใช้ Poison Die ครบ 100 ครั้ง)
คลาสอื่นๆ ก็ใช้รูปแบบเดียวกัน ซึ่งหมายความว่ารายการที่ต้องปลดล็อกนั้นมีมากกว่า 8 อย่างเมื่อนับรวม Hero เข้าไปด้วย
สำหรับผู้เล่นที่ต้องการสำรวจทุกระบบที่เกมมีให้ คอลเลกชันคู่มือ Rune Dice จะครอบคลุมเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัด Build, กลยุทธ์การใช้ Rune และความคืบหน้าในการเล่น
ควรปลดล็อกคลาสตามลำดับไหนดี?
ไม่มีเส้นทางที่ตายตัว แต่แนวทางที่ใช้งานได้จริงตามเงื่อนไขการปลดล็อกมีดังนี้:
- เล่นให้เพียงพอเพื่อเอาชนะ Boss ที่ไม่ซ้ำกัน 2 ตัวเพื่อรับ Warrior ตั้งแต่เนิ่นๆ
- ปล่อยให้ Paladin และ Necromancer ปลดล็อกไปเองตามธรรมชาติระหว่างการเล่นปกติ
- เน้นการเล่นหนึ่งรอบเพื่อรวมลูกเต๋าให้ได้แต้ม 8+ สำหรับ Bard
- ลองท้าทาย Druid เมื่อคุณมั่นใจในฝีมือในโหมด Hard Mode แล้ว
- เก็บ Archer ไว้เป็นคลาสสุดท้าย เงื่อนไขคอมโบ 40 นั้นถือเป็นความท้าทายในตัวมันเอง
ความสวยงามของโครงสร้างการปลดล็อกเหล่านี้คือการผลักดันให้คุณได้มีส่วนร่วมกับส่วนต่างๆ ของเกม แทนที่จะแค่ฟาร์มซ้ำๆ ในรูปแบบเดิม หากคุณชอบ เกมอินดี้ ที่มีกลไกเชิงลึก ระบบคลาสของ Rune Dice จะให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่ชอบทดลองมากกว่าการพยายามทำตามเส้นทางเดียวตั้งแต่ต้น
สำหรับรายละเอียดทั้งหมดว่าแต่ละคลาสทำอะไรได้บ้างเมื่อคุณปลดล็อกแล้ว สามารถดูได้ที่ คู่มือกลยุทธ์ Rune Dice เพื่อรับคำแนะนำในการจัด Build ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


