The End of History ไม่ได้พยายามทำให้ผู้เล่นเป็นศูนย์กลางของโลก แต่เกมจะส่งคุณเข้าไปอยู่ในโลก Sandbox ยุคกลางที่มีชีวิต ซึ่งทุกตัวละครมีบทบาทของตัวเอง ทุกการตัดสินใจมีผลตามมา และโลกจะดำเนินต่อไปไม่ว่าคุณจะมีส่วนร่วมหรือไม่ก็ตาม
หลังจากใช้เวลาช่วงแรกไปกับเกม สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไม่ใช่ระบบการต่อสู้ (Combat) แต่เป็นตัวโลกของเกมที่ให้ความรู้สึกสมจริง ผ่านความสัมพันธ์ที่คุณสร้างขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เกมจะคอยย้ำเตือนคุณอยู่เสมอว่าการกระทำของคุณนั้นส่งผลกระทบที่ยั่งยืน
โลกที่ตอบสนองต่อการกระทำของคุณ

สัมผัสแรกกับ The End of History
จุดเด่นของ The End of History คือโลกที่มีความไดนามิก ทุกการกระทำของคุณสามารถกำหนดทิศทางของเนื้อเรื่องได้ การเลือกสังหารตัวละครหนึ่งตัวไม่ได้แค่ทำให้เขาหายไปจากโลก แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างเขาด้วย ทั้งเพื่อน ครอบครัว และพันธมิตรอาจกลายเป็นศัตรูที่เกลียดชังคุณ และเมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งเหล่านั้นอาจพัฒนาไปสู่การเป็น ศัตรูคู่อาฆาต (Personal nemeses) ที่คอยตามรังควานการเดินทางของคุณ
ระบบนี้ทำให้ทุกการตัดสินใจรู้สึกมีความหมาย แทนที่จะนำเสนอผลลัพธ์ผ่านบทสนทนาที่ถูกเขียนไว้ตายตัว เกมเปิดโอกาสให้ตัวละครตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้การเล่นแต่ละรอบ (Playthrough) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง
การสำรวจที่คุ้มค่าเสมอ

สัมผัสแรกกับ The End of History
การสำรวจไม่ใช่แค่การค้นพบสถานที่ใหม่ๆ แต่ละเมืองมอบโอกาสใหม่ๆ ให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะผู้คน การหางานทำ หรือการทำกำไรจากการค้าขาย
ระบบการค้า (Trading system) ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ การซื้อของจากเมืองหนึ่งไปขายอีกเมืองหนึ่งเพื่อทำกำไรช่วยให้การเดินทางมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน และทำให้การสำรวจโลกดูคุ้มค่า แทนที่จะเดินไปเรื่อยๆ เพื่อเปิดแผนที่ ทุกการเดินทางของคุณมีโอกาสที่จะช่วยสร้างฐานะให้กับตัวละครของคุณได้
โลกที่เวลากำลังจะหมดลง
กลไกหนึ่งที่โดดเด่นทันทีคือโลกของเกมมี ตัวจับเวลา (Timer)
การรู้ว่าโลกกำลังจะถึงจุดจบในที่สุดจะเปลี่ยนวิธีที่คุณเล่นเกมไปโดยสิ้นเชิง มันมีความรู้สึกเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระตุ้นให้คุณคิดให้รอบคอบว่าควรใช้เวลาอย่างไร แทนที่จะมัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ นี่เป็นแนวคิดการออกแบบที่สดใหม่ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับการตัดสินใจทุกอย่างของคุณ
การต่อสู้ไม่ใช่หัวใจหลัก
การต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่นิยามประสบการณ์ของเกมนี้ กลไกต่างๆ ค่อนข้างเรียบง่าย ซึ่งก็ถือว่ายอมรับได้เพราะ The End of History สนใจในเรื่องการจำลองโลก (World simulation), การตัดสินใจของผู้เล่น และการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเองตามสถานการณ์ (Emergent storytelling) มากกว่าระบบการต่อสู้ที่ล้ำลึก ผู้เล่นที่มองหาระบบการต่อสู้ที่ซับซ้อนอาจต้องปรับความคาดหวังกันสักนิด
สิ่งที่ควรปรับปรุง
เกมยังมีจุดที่ยังไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง โดยมีบางประเด็นที่ต้องการการแก้ไข:
- การสร้างตัวละคร (Character creation) รู้สึกจำกัดเกินไป หากผู้เล่นสามารถจัดสรรแต้มสถานะเริ่มต้นได้เอง แทนที่จะถูกกำหนดให้อัตโนมัติ จะช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกมีส่วนร่วมกับตัวละครมากขึ้นตั้งแต่เริ่มเกม
- การอธิบายระบบ (System explanations) ยังมีน้อยเกินไป แม้ว่าการเรียนรู้กลไกผ่านการลองผิดลองถูกจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง แต่การมีบทสอน (Tutorial) หรือคำแนะนำ (Tooltip) ที่ดีกว่านี้จะช่วยให้ผู้เล่นใหม่เข้าถึงเกมในช่วงแรกได้ง่ายขึ้นมาก
บทสรุปเบื้องต้น
The End of History สร้างความประทับใจแรกได้ดีเยี่ยมด้วยการมุ่งเน้นในสิ่งที่เกม Sandbox RPG หลายเกมพยายามทำแต่ทำได้ยาก นั่นคือโลกที่ตอบสนองต่อการกระทำของผู้เล่นอย่างแท้จริง ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างศัตรูคู่อาฆาต การทำกำไรจากการค้า และการตัดสินใจที่มีความหมายในโลกที่กำลังมุ่งหน้าสู่จุดจบ ทำให้การเล่นแต่ละครั้งรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่
นี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีระบบอีกมากมายให้สำรวจ แต่ถ้าดูจากช่วงแรกของเกมแล้ว The End of History คือเกม Sandbox RPG ที่มีศักยภาพสูงในการมอบประสบการณ์ที่น่าติดตามและขับเคลื่อนโดยผู้เล่นอย่างแท้จริง
คะแนนความประทับใจแรก: น่าจับตามอง (6/10)


