ภาพรวม
หลังจากเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2017 ผ่านแคมเปญ Kickstarter ที่ทำยอดระดมทุนได้สูงกว่าเป้าเกือบ 10 เท่า A Hat in Time ก็ได้ฤกษ์วางจำหน่ายในฐานะจดหมายรักถึงเกมแนว 3D platformer ยุคปลาย 90s เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Hat Kid ต้องติดแหง็กอยู่บนดาวเคราะห์ประหลาดหลังจาก Time Pieces ของเธอแตกกระจายไปทั่ว หนทางเดียวที่จะได้กลับบ้านคือต้องรวบรวมพวกมันกลับมาให้ครบ ฟังดูเหมือนจะเป็นพล็อตง่ายๆ แต่สิ่งที่ทีมพัฒนา Gears for Breakfast รังสรรค์ออกมานั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา
ตัวเกมมีทั้งหมด 5 โลกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ละที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร ตั้งแต่การหลบหลีกเหล่า Mafia of Cooks ใน Mafia Town ไปจนถึงการย่องเบาในสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ของเหล่านก และการไขคดีปริศนาฆาตกรรมบนรถไฟ Owl Express บอกเลยว่าโทนของเกมมีความหลากหลายจนน่าทึ่งสำหรับเกมอินดี้แนว platformer ขนาดนี้

A Hat in Time content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจสำคัญของเกมคือการเคลื่อนไหวของ Hat Kid เธอสามารถกระโดดสองจังหวะ (double jump) ปีนกำแพง และโหนตัวข้ามช่องว่างได้ ระบบควบคุมทำออกมาได้เป๊ะมากจนความท้าทายในการกระโดดแพลตฟอร์มต่างๆ รู้สึกสนุกมากกว่าจะน่าหงุดหงิด และจุดที่ลึกซึ้งที่สุดของเกมคือระบบการเย็บหมวก (hat-stitching):

A Hat in Time content image
- Brewing Hat: ปรุงยาพิษระเบิด
- Witch Hat: ปลดล็อกสกิลหยุดเวลา
- Sprint Hat: เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่
- Ice Hat: สร้างแท่นน้ำแข็งกลางอากาศ
- Wooden Ghost Mask: มองเห็นมิติอื่น
หมวกแต่ละใบสร้างขึ้นจากไหมพรมเวทมนตร์ที่ซ่อนอยู่ตามด่านต่างๆ นอกจากนี้ยังมีระบบ Badge ที่หาได้จากการสำรวจหรือแลกเปลี่ยนกับ NPC ซึ่งสามารถนำมาติดกับหมวกเพื่อปรับเปลี่ยนความสามารถได้ ระบบนี้ช่วยให้ผู้เล่นอยากออกสำรวจโดยไม่รู้สึกว่าต้องฟาร์มจนน่าเบื่อ

A Hat in Time content image
อะไรที่ทำให้แต่ละภารกิจแตกต่างกัน?
A Hat in Time ปฏิบัติกับเป้าหมายในแต่ละด่านเหมือนเป็นมินิเกมคนละแนว เช่น Murder on the Owl Express ที่เล่นเหมือนเกมสืบสวนแบบย่อส่วน ให้ผู้เล่นหาเบาะแสและสอบปากคำผู้ต้องสงสัยก่อนจะชี้ตัวคนร้าย ส่วน The Big Parade จะเปลี่ยน Hat Kid ให้กลายเป็นหัวหน้าวงดุริยางค์ที่ต้องฝ่าฝูงชน หรือด่าน Dead Bird Studio ที่ให้เราย่องเบาผ่านฉากถ่ายทำภาพยนตร์โดยมีระบบ Stealth ที่ใช้แสงเป็นตัวกำหนด
ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้ A Hat in Time แตกต่างจากเกมแนว collect-a-thon ทั่วไป เพราะเกม 3D platformer ส่วนใหญ่มักจะใช้โครงสร้างภารกิจแบบเดิมซ้ำๆ ในทุกโลก แต่เกมนี้เลือกที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

A Hat in Time content image
โลกและบรรยากาศในเกม
ทั้ง 5 โลกในเกมมีโทนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Mafia Town เต็มไปด้วยแสงแดดและความตลกขบขัน ส่วน Subcon Forest จะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นแนวเทพนิยายสยองขวัญที่มีวิญญาณลึกลับและตัวร้ายจอมทำสัญญาอย่าง Snatcher ทางด้าน Alpine Skyline ก็เป็นด่านแบบ Open Sandbox ที่เปิดกว้างให้สำรวจได้อย่างอิสระโดยไม่มีการสอนงาน ทุกโลกมีตัวละครเฉพาะ มีเอกลักษณ์ทางภาพ และมีกฎเกณฑ์ที่เกมสร้างขึ้นมาเพื่อหักมุมในภายหลัง
การเขียนบทเน้นไปที่มุกตลกแบบ Absurdist (ตลกหน้าตาย/ไร้เหตุผล) ซึ่งทำออกมาได้ดีเพราะตัวเกมยึดมั่นในสไตล์ของตัวเองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ Snatcher ที่เป็นตัวละครโดดเด่นมาก ทั้งตลกและแฝงความน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
เนื้อหาและความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
นอกจากแคมเปญหลักแล้ว A Hat in Time ยังรองรับ Steam Workshop และ Mod เต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยให้คอมมูนิตี้บน PC คึกคักมาตลอดหลายปี แถมยังมีโหมดถ่ายรูปในเกมมาให้ด้วย ส่วน DLC สองตัวอย่าง Seal the Deal และ Nyakuza Metro ก็เพิ่มเนื้อหาบทใหม่ๆ และโหมด Co-op ออนไลน์เต็มรูปแบบที่ให้ผู้เล่นคนที่สองมาร่วมแจมในบท Bow Kid ได้
ตัวเกมหลักใช้เวลาเล่นประมาณ 8 ถึง 10 ชั่วโมงสำหรับการเล่นทั่วไป แต่ถ้าใครเป็นสายเก็บครบ (completionist) อาจใช้เวลาเกิน 20 ชั่วโมงในการไล่ล่า Time Pieces และภารกิจเสริม สำหรับเกมแนว collect-a-thon ที่สร้างโดยสตูดิโออินดี้เล็กๆ ถือว่าความคุ้มค่าของเนื้อหาเทียบกับราคานั้นยอดเยี่ยมมาก โดยสามารถเล่นได้ทั้งบน PC, PlayStation, Xbox และ Nintendo Switch








