ภาพรวม
Assassin's Creed Brotherhood วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2010 โดย Ubisoft Montreal ถือเป็นภาคต่อโดยตรงของ Assassin's Creed II และเป็นภาคหลักลำดับที่ 3 ของแฟรนไชส์ เรื่องราวเล่าถึง Ezio Auditore ในฐานะ Master Assassin ที่เดินทางมาถึงกรุงโรมหลังจากกองกำลังของ Cesare Borgia บุกถล่ม Monteriggioni สังหารลุง Mario และชิง Apple of Eden ไป สิ่งที่ตามมาคือแคมเปญ Single-player ความยาวกว่า 15 ชั่วโมง ที่เน้นการทำลายอิทธิพลของตระกูล Borgia ในเมืองนี้ โดยต้องจัดการกับเหล่ากัปตันและยึดหอคอยทีละจุด
กรุงโรมในเกมภาคนี้ถือเป็น Open world ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซีรีส์เคยทำมาในขณะนั้น และไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหลังเท่านั้น การเผาหอคอยของ Borgia จะช่วยปลดล็อกพื้นที่ต่างๆ และการนำเงินในเกมไปลงทุนกับร้านค้า ระบบส่งน้ำ และสถานที่สำคัญต่างๆ จะช่วยฟื้นฟูเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวาพร้อมสร้าง Passive income ให้เราด้วย ทุกเหรียญที่จ่ายไปเพื่อบูรณะกรุงโรมจะย้อนกลับมาเป็นทรัพยากรและขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของ Ezio โดยตรง

เกมเพลย์และระบบต่างๆ
Brotherhood ได้ขัดเกลาระบบการต่อสู้และการเคลื่อนที่ (Traversal) จาก Assassin's Creed II ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมเสริมด้วยอุปกรณ์ใหม่ๆ และระบบ Brotherhood command ที่สมบูรณ์แบบ โดยระบบหลักที่ผู้เล่นจะได้ใช้เวลาด้วยมากที่สุด ได้แก่:

- การรับสมัครชาวเมืองและอัปเลเวลให้พวกเขากลายเป็น Assassin เต็มตัว
- การเรียกสมาชิก Brotherhood มาช่วย Air assassination หรือรุมจัดการศัตรู
- การใช้ Poison darts, Double hidden blades และ Hidden gun
- การขี่ม้าตะลุยไปตามท้องถนนและซากปรักหักพังของกรุงโรม
- การใช้งาน Flying machine ของ Leonardo da Vinci ในภารกิจเฉพาะ
ระบบการรับสมัคร Brotherhood คือจุดเด่นที่ทำให้เกมนี้สมชื่อภาค การช่วยเหลือชาวเมืองจากทหาร Borgia จะทำให้พวกเขาเข้าร่วมทีม และการส่งพวกเขาไปทำภารกิจ Contract ทั่วยุโรปจะช่วยเก็บเลเวลได้แม้ในขณะที่เราไม่ได้คุมตัวละครนั้นๆ การบริหารจัดการทีม การรักษาชีวิตเหล่า Assassin และการตัดสินใจว่าจะเรียกพวกพ้องมาช่วยหรือจะลุยเดี่ยวจัดการเป้าหมายด้วยตัวเอง ทำให้โครงสร้างแบบ Open world มีมิติของกลยุทธ์ที่ภาคก่อนๆ ไม่มี

โลกและฉากหลังของเกม
กรุงโรมยุคเรอเนซองส์ในช่วงปี 1499 ถึง 1507 คือเมืองหลักที่ผู้เล่นจะได้สัมผัส และการตัดสินใจโฟกัสที่เมืองเดียวแทนที่จะเป็นหลายเมืองถือว่าคุ้มค่ามาก ทั้ง Colosseum, Pantheon, Castel Sant'Angelo และ Vatican ต่างปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน และหอคอย Borgia ที่กระจายอยู่ตามเขตต่างๆ ก็ช่วยให้แผนที่มีโครงสร้างการเล่นที่ชัดเจน การเผาหอคอยหลังจากจัดการกัปตันได้จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบๆ ทำให้การยึดครองพื้นที่รู้สึกสมจริงมากกว่าเป็นแค่เรื่องนามธรรม
เนื้อเรื่องดำเนินขนานกันไประหว่างไทม์ไลน์ของ Ezio และ Desmond Miles ในยุคปัจจุบัน โดย Desmond ต้องย้อนความทรงจำของ Ezio ผ่านเครื่อง Animus เพื่อตามหาวัตถุโบราณที่อาจช่วยป้องกันหายนะระดับโลกได้ ส่วนเนื้อเรื่องฝั่ง Borgia ที่เน้นความทะเยอทะยานของ Cesare และการวางแผนการเมืองของ Rodrigo ผู้เป็นพ่อ ก็ทำให้แคมเปญนี้มีเส้นเรื่องของตัวร้ายที่ชัดเจนและน่าติดตาม

โหมด Multiplayer เพิ่มอะไรเข้ามาบ้าง?
Assassin's Creed Brotherhood เป็นภาคแรกที่นำระบบ Multiplayer เข้ามา และยังคงเป็นหนึ่งในรูปแบบการเล่น Competitive online ที่แปลกใหม่ที่สุดในยุคนั้น ผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแต่ละตัวจะมีอาวุธและท่าสังหาร (Kill animation) ที่แตกต่างกัน จากนั้นต้องออกล่าเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายท่ามกลางฝูงชน ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังผู้เล่นคนอื่นที่กำลังตามล่าเราอยู่ด้วย
ความตื่นเต้นอยู่ที่การต้องเนียนไปกับฝูงชน NPC และการสังเกตว่าตัวละครที่เดินอยู่ในจัตุรัสตัวไหนคือผู้เล่นจริงๆ แผนที่อย่าง Mont Saint-Michel และ Pienza ต้องอาศัยความใจเย็นและการอ่านทางมากกว่าแค่ปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว นอกจากนี้ยังมี DLC เสริมที่เพิ่มตัวละคร แผนที่ และโหมดใหม่ๆ เข้ามา เช่น Advanced Alliance และ Chest Capture
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
นอกเหนือจากแคมเปญหลักแล้ว Brotherhood ยังมีเนื้อหาเสริมอีกมากมาย DLC อย่าง The Da Vinci Disappearance เพิ่มเนื้อเรื่อง Single-player ที่จบในตัว ซึ่ง Leonardo da Vinci ถูกลักพาตัวหลังจากตระกูล Borgia ล่มสลาย ทำให้ Ezio ต้องออกไปในสถานที่ใหม่ๆ พร้อมภารกิจที่สดใหม่ เพลงประกอบต้นฉบับ 22 แทร็กโดย Jesper Kyd ยังคงสร้างบรรยากาศได้ดีในทุกภารกิจ และ Digital Deluxe Edition ยังมาพร้อมกับแผนที่พิเศษ ตัวละคร Multiplayer เพิ่มเติม 2 ตัว ชุดเกราะ Helmschmied Drachen Armor และภาพยนตร์ Assassin's Creed Lineage ตัวเกมวางจำหน่ายบน PlayStation, Xbox, Windows, macOS และ Steam ทำให้เข้าถึงได้ง่ายในทุกยุคสมัยของฮาร์ดแวร์






