Overview
Assassin's Creed Freedom Cry คือเกมแนว Action-Adventure แบบ Standalone ที่พัฒนาโดย Ubisoft Montreal โดยเดิมทีถูกปล่อยออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ในฐานะ DLC ของเกม Assassin's Creed IV: Black Flag ก่อนจะถูกนำมาวางจำหน่ายแยกในภายหลัง เนื้อเรื่องจะติดตาม Adewale ต้นหนเรือคู่ใจของ Edward Kenway บนเรือ Jackdaw ในช่วงเวลา 15 ปีให้หลังจากเหตุการณ์ใน Black Flag เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์เรืออับปางใน Saint-Domingue โดยไร้อาวุธและลูกเรือ ทำให้เขาต้องเริ่มสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมยุคอาณานิคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในแถบแคริบเบียน
ตัวเกมใช้ Engine และระบบการเล่นเดียวกับ Black Flag ดังนั้นทั้งการต่อสู้ทางเรือ (Naval Combat), การปีนป่าย (Freerunning) และการลอบสังหาร (Stealth Assassination) จึงยังคงอยู่ครบถ้วน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือบริบทของเนื้อเรื่อง Saint-Domingue ในช่วงทศวรรษ 1730 คือหนึ่งในอาณานิคมที่ทำกำไรมหาศาลและโหดร้ายที่สุดในโลกจากการค้าทาส และ Freedom Cry ก็ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา ประวัติส่วนตัวของ Adewale ในฐานะอดีตทาสทำให้ภารกิจในการปลดปล่อยผู้คนของเขามีความชัดเจนในเชิงศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เนื้อเรื่องในภาคอื่นๆ ของ Assassin's Creed มักไม่ได้นำเสนอ
โลกและฉากหลัง: ยุคอาณานิคม Saint-Domingue
Saint-Domingue เป็น Open World ที่มีขนาดเล็กกว่าพื้นที่กว้างใหญ่ในแคริบเบียนของ Black Flag แต่กลับมีความเข้มข้นมากกว่า เมือง Port-au-Prince ตั้งอยู่เคียงข้างกับไร่ขนาดใหญ่และป่าทึบ ความแตกต่างระหว่างความมั่งคั่งของเจ้าอาณานิคมกับความทุกข์ยากของเหล่าทาสนั้นสามารถสัมผัสได้จากสภาพแวดล้อมภายในเกม Ubisoft Montreal ได้สร้างฉากหลังที่ให้ความรู้สึกกดดันอย่างตั้งใจ ซึ่งทำให้ทุกการกระทำเพื่อปลดปล่อยผู้คนของ Adewale นั้นมีน้ำหนักและมีความหมายอย่างแท้จริง

Assassin's Creed Freedom Cry content image
โทนของเกมมีความมืดหม่นกว่าภาคอื่นๆ ในซีรีส์ ทั้งเรือขนทาส การบุกไร่ และการประหารชีวิตในที่สาธารณะล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ Adewale ต้องเผชิญ และบทของเกมก็ไม่ได้ลดทอนความรุนแรงเหล่านี้ลงเลย สำหรับประสบการณ์การเล่นที่ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง เกมนี้ถือว่าถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

Assassin's Creed Freedom Cry content image
ระบบการเล่นและกลไก: Freedom Cry เล่นอย่างไร?
Freedom Cry สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Black Flag ดังนั้นผู้เล่นที่คุ้นเคยกับเกมนั้นจะรู้สึกสนุกได้ทันที โดย Core Loop ของเกมประกอบไปด้วย:

Assassin's Creed Freedom Cry content image
- การจัดหาและอัปเกรดเรือที่ชื่อว่า Experto Crede
- การเกณฑ์ทาสที่ได้รับการปลดปล่อยมาเป็นลูกเรือ
- ภารกิจลอบสังหารบนบกที่เน้น Stealth
- การต่อสู้ทางเรือกับเรือขนทาสและเรือของกองทัพอาณานิคม
- การปลดปล่อยผู้คนจากการถูกจองจำบนเรือขนส่งและในไร่
กลไกการปลดปล่อย (Liberation Mechanic) คือส่วนเสริมที่โดดเด่นที่สุด Adewale สามารถบุกขึ้นเรือขนทาสระหว่างการเดินทางเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ถูกกักขัง และผู้คนที่ได้รับการปลดปล่อยเหล่านั้นสามารถเข้าร่วมเป็นลูกเรือหรือช่วยเสริมเครือข่ายต่อต้านบนบกได้ ซึ่งทำให้กิจกรรมใน Open World มีจุดประสงค์มากกว่าแค่การเก็บของสะสมหรือทำภารกิจเสริมทั่วไป

Assassin's Creed Freedom Cry content image
นวัตกรรมและจุดเด่น: เรื่องราวที่พิสูจน์ตัวตนของตัวเอก
Adewale เคยเป็นเพียงตัวละครสมทบใน Black Flag ที่มีความซื่อสัตย์และเก่งกาจแต่ไม่เคยเป็นจุดสนใจ Freedom Cry ได้แก้ไขจุดนั้น มุมมองของเขาช่วยปรับเปลี่ยนภาพจำของความเป็นโจรสลัดที่ซีรีส์นี้เคยสร้างไว้ เพราะ Adewale รู้ดีว่าแคริบเบียนในยุคอาณานิคมนั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่วเพียงใดสำหรับผู้คนที่ไม่มีอิสระในการล่องเรือไปไหนมาไหน
การเป็นเกมแบบ Standalone ทำให้ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องซื้อเกม Assassin's Creed ภาคหลักมาก่อน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสเนื้อเรื่องในจักรวาลที่กว้างขึ้นของซีรีส์นี้ เรตติ้ง Mature จาก ESRB สะท้อนให้เห็นถึงเนื้อหาที่จริงจังและตรงไปตรงมา นี่ไม่ใช่เกมที่ใช้เรื่องทาสเป็นเพียงฉากหลัง แต่เป็นความขัดแย้งหลักของเกมเลยทีเดียว
ผลกระทบและมรดกของเกม
Freedom Cry ได้รับคะแนน 4.18 จาก 5 คะแนน จากการรีวิวของผู้เล่นกว่า 41,000 คนบน PlayStation Store ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเกมที่เริ่มต้นจากการเป็น DLC ตัวเกมวางจำหน่ายแล้วบน Windows, PlayStation, Xbox และ Nintendo Switch ทำให้สามารถหาเล่นได้ง่ายบนเครื่องเกมในปัจจุบัน
สำหรับซีรีส์ Assassin's Creed แล้ว Freedom Cry ยังคงเป็นหนึ่งในการทดลองที่เฉียบคมที่สุดว่าแฟรนไชส์นี้สามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อมุ่งเน้นไปที่ความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง และตัวเอกที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องราวนั้นโดยตรง แม้สูตรสำเร็จของเกมแนว Action-Adventure จะยังคงเดิม แต่เรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงขึ้นมานั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง








