ภาพรวม
Assassin's Creed III พัฒนาโดย Ubisoft Montreal และวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2012 โดยนำซีรีส์แนวสเตลธ์แอ็กชัน (Stealth Action) ระดับตำนานมาสู่ยุคอาณานิคมอเมริกาในช่วงการปฏิวัติอเมริกา ตัวเกมดำเนินเรื่องผ่านตัวเอกสองคนในเนื้อเรื่องที่เข้มข้น: Haytham Kenway เทมพลาร์ (Templar) ชาวอังกฤษที่ปฏิบัติภารกิจในช่วงสงครามฝรั่งเศสและอินเดีย และลูกชายของเขา Ratonhnhaké:ton หรือที่รู้จักกันในชื่อ Connor ผู้ซึ่งได้รับการฝึกฝนจากอดีตนักฆ่าอย่าง Achilles Davenport และต้องเข้ามาพัวพันกับสงครามระหว่างภาคีนักฆ่า (Assassins) และเทมพลาร์ (Templars) ท่ามกลางฉากหลังของการประกาศอิสรภาพของอเมริกา
เนื้อเรื่องของเกมไม่ได้นำเสนอการปฏิวัติในแง่มุมที่เรียบง่าย Connor ต้องต่อสู้เคียงข้างบุคคลสำคัญอย่าง George Washington และ Benjamin Franklin แต่กลับพบว่าความขัดแย้งระหว่างการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตนกับการเมืองในยุคอาณานิคมนั้นไม่มีทางออกที่สวยหรู การเปิดเผยความจริงที่ว่า Washington เป็นคนสั่งทำลายหมู่บ้านของ Connor เองนั้นถือเป็นจุดหักมุมทางประวัติศาสตร์ที่ซีรีส์นี้ไม่ค่อยทำบ่อยนัก เชื้อสายผสมของ Connor ที่เป็นลูกของเทมพลาร์ชาวอังกฤษและหญิงชาว Mohawk ช่วยหล่อหลอมทุกจังหวะของเนื้อเรื่อง ทำให้เขาเป็นหนึ่งในตัวเอกที่น่าจดจำที่สุดของแฟรนไชส์นี้

เกมเพลย์และระบบการเล่น
เกมเพลย์หลักแนวโอเพนเวิลด์ (Open-world) ยังคงระบบฟรีรันนิ่ง (Free-running) และการลอบเร้น (Stealth) ที่เป็นจุดขายของซีรีส์เอาไว้ แต่ Assassin's Creed III ได้ขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นมาก คลังอาวุธของ Connor มีทั้งขวานโทมาฮอว์ก (Tomahawk), ธนู, ปืนคาบศิลา (Musket), เชือกดึง (Rope darts) และอาวุธประจำซีรีส์อย่าง Hidden Blades พร้อมระบบคอมโบอาวุธคู่ที่เพิ่มความยืดหยุ่นในการต่อสู้ โดยมีระบบหลักๆ ดังนี้:

- การวิ่งฟรีรันนิ่งผ่านพื้นที่ป่าและสภาพแวดล้อมในเมือง
- การลอบสังหาร (Stealth takedowns) และการใช้สภาพแวดล้อมจัดการศัตรู
- ระบบคอมโบการต่อสู้ด้วยอาวุธคู่
- การล่าสัตว์และการเก็บรวบรวมทรัพยากร
- ระบบเศรษฐกิจใน Homestead และระบบคราฟต์ไอเทม (Crafting)
ระบบการล่าสัตว์ถือเป็นส่วนเสริมที่ทำออกมาได้ดีจริง ไม่ใช่แค่ใส่มาให้ครบฟีเจอร์ การแกะรอยและถลกหนังสัตว์จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจใน Homestead ที่ Connor ต้องคอยรับสมัครชาวบ้าน ทำภารกิจให้พวกเขา และขายสินค้าที่คราฟต์ได้ผ่านเครือข่ายการค้า ทำให้โลกโอเพนเวิลด์มีประโยชน์ในการใช้งานจริงมากกว่าแค่การเก็บของสะสม
การต่อสู้ทางเรือและพื้นที่ Frontier
ระบบการต่อสู้ทางเรือที่เปิดตัวใน Assassin's Creed III นั้นมีความสำคัญมากจน Ubisoft ถึงกับสร้างเกมแยกออกมาในปีถัดมา Connor รับหน้าที่เป็นกัปตันเรือรบที่ชื่อว่า Aquila คอยจัดการลูกเรือ ปืนใหญ่ และการวางตำแหน่งเรือในการรบ ซึ่งให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของเกมอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่แค่กิจกรรมเสริม

พื้นที่ป่า Frontier ระหว่าง Boston และ New York คือพื้นที่ที่โดดเด่นที่สุดของเกม ด้วยแผนที่ขนาดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล พื้นที่ Frontier จะเปลี่ยนไปทั้งในด้านภาพและกลไกการเล่นตามรอบฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ หิมะจะทำให้การเคลื่อนที่ช้าลงและส่งผลต่อการแกะรอยของศัตรู ในขณะที่แม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งจะเปิดเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่มีให้เห็นในช่วงฤดูร้อน นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่โอเพนเวิลด์ในซีรีส์ที่สภาพแวดล้อมทำหน้าที่เป็นตัวแปรสำคัญในการเล่น
โลกและฉากหลังของเกม
ฉากหลังทางประวัติศาสตร์ทำให้ Assassin's Creed III มีความลึกซึ้งที่โลกสมมติทั่วไปเทียบได้ยาก เมือง Boston และ New York ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมที่ถูกต้องตามยุคสมัย และอุปกรณ์ Animus ช่วยให้เกมสามารถนำ Connor ไปอยู่ในเหตุการณ์เดียวกับบุคคลสำคัญในสงครามปฏิวัติโดยไม่ต้องบิดเบือนประวัติศาสตร์จนเกินจริง เนื้อเรื่องในยุคปัจจุบันที่ติดตาม Desmond Miles ก็มาถึงบทสรุปที่นี่เช่นกัน เป็นการปิดฉากปมเนื้อเรื่องที่ดำเนินมาตั้งแต่ภาคแรก

Assassin's Creed III เล่นได้บนแพลตฟอร์มไหนบ้าง?
Assassin's Creed III วางจำหน่ายบน PlayStation, Xbox, PC ผ่าน Steam และ Nintendo Switch โดยเวอร์ชัน Switch จะรวมอยู่ในชุด Assassin's Creed III Remastered ซึ่งมาพร้อมกับงานภาพที่อัปเกรดใหม่และ DLC ทั้งหมดที่เคยปล่อยออกมา รวมถึงเนื้อเรื่องเสริมแนวประวัติศาสตร์ทางเลือกอย่าง "The Tyranny of King Washington" ที่จินตนาการถึงเหตุการณ์ปฏิวัติใหม่โดยมี George Washington ที่ถูกครอบงำเป็นตัวร้ายหลัก สำหรับผู้เล่นใหม่ เวอร์ชัน Remastered นี้คือวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการสัมผัสเรื่องราวของ Connor บนทุกแพลตฟอร์ม











