ภาพรวม
Battlefield Hardline เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2015 โดย Visceral Games และจัดจำหน่ายโดย Electronic Arts เป็นเกมแนวเดินยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person shooter) ที่ฉีกแนว Battlefield ออกจากรากเหง้าของการทำสงครามทหาร มาสู่บรรยากาศอาชญากรรมในเมืองสุดเดือด การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ปรัชญาการออกแบบทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่การปะทะกันระหว่างฝ่ายตำรวจและฝ่ายอาชญากร โดยมีโหมดการเล่นที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับความตึงเครียดนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การนำโหมดเก่าจากภาคก่อนๆ มาปรับใช้ใหม่
โหมดเนื้อเรื่อง (Single-player campaign) จะพาเราไปติดตาม Nick Mendoza นักสืบจากไมอามีที่ต้องเข้าไปพัวพันกับเครือข่ายค้ายาและการทุจริตในกรมตำรวจ ตัวเกมดำเนินเรื่องเป็นตอนๆ (Episodic structure) ซึ่งให้อารมณ์เหมือนซีรีส์อาชญากรรมทางทีวีมากกว่าแคมเปญเกมยิงทั่วไป การเล่นแบบลอบเร้น (Stealth) ถือว่าใช้งานได้จริงมาก ผู้เล่นสามารถเลือกที่จะจับกุมศัตรูด้วยการโชว์ตราตำรวจและใส่กุญแจมือแทนการไล่ยิงดะไปตลอดทางได้

Battlefield Hardline content image
อะไรทำให้ Hardline แตกต่างจากเกม Battlefield อื่นๆ?
จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของ Hardline คือโหมด Multiplayer แทนที่จะเป็นโหมด Conquest หรือ Rush แบบเดิมๆ เกมได้เปลี่ยนโฟกัสไปที่ 4 โหมดหลักที่เน้นธีมอาชญากรรม:

Battlefield Hardline content image
- Heist: ฝ่ายอาชญากรต้องปล้นรถขนเงิน ในขณะที่ฝ่ายตำรวจต้องป้องกัน
- Hotwire: ทั้งสองทีมต้องแย่งชิงรถที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง
- Blood Money: ทั้งสองฝ่ายต้องแข่งกันขโมยเงินและนำไปเก็บที่ฐาน
- Rescue: ทีมหนึ่งต้องช่วยเหลือตัวประกัน อีกทีมต้องขัดขวาง
โดยเฉพาะโหมด Hotwire ที่โดดเด่นมาก การยึด Objective หมายถึงการต้องกระโดดขึ้นรถที่กำลังวิ่งและขับวนไปมา ซึ่งเปลี่ยนการต่อสู้ของทหารราบทั่วไปให้กลายเป็นการไล่ล่าบนทางหลวงสุดโกลาหล มันให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนเกมไหนในซีรีส์ Battlefield เลย
เกมเพลย์และระบบการเล่น
การเลือกใช้อาวุธและอุปกรณ์เสริม (Gadget) สะท้อนถึงธีมตำรวจได้อย่างชัดเจน ผู้เล่นสามารถติดตั้งปืนช็อตไฟฟ้า (Taser), ซิปไลน์ (Zip lines), ตะขอเกี่ยว (Grappling hooks) และอุปกรณ์ทำลายประตูควบคู่ไปกับปืนปกติ แม้ว่าอาวุธระดับทหารจะยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ตัวเลือกการจัด Loadout ก็ผลักดันให้ผู้เล่นเข้าถึงจินตนาการแบบหนังอาชญากรรมมากกว่าการจำลองการรบแบบทหาร ระบบคลาส (Class system) ยังคงมาจากซีรีส์ Battlefield หลัก โดยแบ่งบทบาทเป็น Operator, Mechanic, Enforcer และ Professional

Battlefield Hardline content image
ยานพาหนะเน้นไปที่อุปกรณ์ระดับถนน: รถ Muscle car, มอเตอร์ไซค์, เฮลิคอปเตอร์ และรถตำรวจ มาแทนที่รถถังและเครื่องบินเจ็ต ซึ่งช่วยให้แอ็กชันยังคงอยู่กับพื้นในสภาพแวดล้อมแบบเมือง และทำให้โหมด Hotwire โดดเด่นเป็นพิเศษ แผนที่ถูกออกแบบมาให้เป็นบล็อกเมือง โกดัง และทางหลวงที่เปิดกว้าง แทนที่จะเป็นสมรภูมิรบขนาดใหญ่
มัลติเพลเยอร์และสังคมเกม
ในช่วงเปิดตัว Battlefield Hardline รองรับผู้เล่นสูงสุดถึง 64 คนบน PC และ 64 คนบนคอนโซล (PlayStation Store ระบุว่ารองรับสูงสุด 66 คนหากมี PS Plus) ตัวเกมได้รับส่วนเสริม (Expansion) หลังวางจำหน่ายหลายตัว ได้แก่ Robbery, Getaway, Betrayal และ Criminal Activity ซึ่งแต่ละตัวได้เพิ่มแผนที่และโหมดใหม่ๆ ที่ผูกกับธีมอาชญากรรม
เกมนี้ได้รับเรต ESRB Mature เนื่องจากมีเลือด ความรุนแรงที่เข้มข้น ภาษาที่รุนแรง และการใช้ยาเสพติด ซึ่งเข้ากับโทนของเกมได้เป็นอย่างดี ตัวเกมวางจำหน่ายบน PlayStation 4, Xbox One และ PC ผ่านทาง Steam และ Epic Games Store และปัจจุบันรวมอยู่ในบริการ EA Play แล้ว

Battlefield Hardline content image
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
ความคุ้มค่าในการกลับมาเล่นซ้ำของ Hardline มาจากความหลากหลายในโหมด Multiplayer เป็นหลัก โหมดทั้ง 4 ที่มาพร้อมเกมให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และส่วนเสริม DLC ก็เพิ่มแผนที่และโหมดที่มากพอจะทำให้การเล่นไม่รู้สึกซ้ำซาก ส่วนโหมดเนื้อเรื่อง แม้จะสั้นกว่าภาคอื่นๆ ของ Battlefield แต่ก็คุ้มค่าที่จะกลับมาเล่นซ้ำสำหรับผู้เล่นที่ต้องการทำภารกิจแบบลอบเร้นหรือค้นหาโอกาสในการจับกุมแบบใหม่ๆ สำหรับเกมยิงที่เน้นการเล่นเป็นทีมและสร้างขึ้นจากจินตนาการเฉพาะตัว Battlefield Hardline มอบประสบการณ์ที่เข้มข้นและชัดเจน ซึ่งซีรีส์นี้ไม่เคยทำมาก่อนและไม่ได้ทำอีกเลยหลังจากนั้น





