Overview
Bloodborne คือเกมแนว Action RPG บน PS4 ที่พัฒนาโดย FromSoftware และจัดจำหน่ายโดย Sony Interactive Entertainment วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2015 ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Hunter ที่เดินทางมายังเมือง Yharnam เมืองที่กำลังเสื่อมโทรมและถูกกัดกินด้วยโรคระบาดจากเลือด (blood-borne plague) ซึ่งเปลี่ยนให้ชาวเมืองกลายเป็นอสูรกายสุดคลั่ง เป้าหมายเริ่มต้นนั้นดูเรียบง่าย นั่นคือการตามหายารักษาปริศนาที่เรียกว่า Paleblood แต่สิ่งที่รออยู่หลังจากนั้นกลับซับซ้อนกว่าที่คิดไว้เยอะ
Yharnam เต็มไปด้วยความลับที่พร้อมจะให้รางวัลกับผู้ที่ช่างสังเกต แต่ก็พร้อมจะลงโทษผู้ที่ประมาทอย่างสาสม ทั้งสถาปัตยกรรมของเมือง บทสนทนาของ NPC ที่กระจัดกระจาย และการวางตำแหน่งศัตรู ล้วนบอกเล่าเรื่องราวที่เกมไม่ได้เฉลยออกมาตรงๆ ผู้เล่นจะต้องปะติดปะต่อความสัมพันธ์ระหว่าง Healing Church, เหล่านักวิชาการแห่ง Byrgenwerth College และ Great Ones ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตจากห้วงจักรวาลที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ผ่านการเล่าเรื่องผ่านสภาพแวดล้อมและคำอธิบายไอเทมต่างๆ
Gameplay and mechanics: ระบบการต่อสู้ของ Bloodborne เป็นอย่างไร?
Bloodborne ตัดระบบโล่ออกไปและบีบให้ผู้เล่นต้องบุกแหลก ระบบหลักที่สำคัญคือ Rally system: การโจมตีสวนกลับทันทีหลังจากได้รับความเสียหายจะช่วยฟื้นฟูเลือดที่เสียไปบางส่วน ระบบนี้เปลี่ยนทุกการต่อสู้ให้กลายเป็นการแลกหมัดที่ตึงเครียด ซึ่งการถอยหนีมักจะอันตรายกว่าการพุ่งเข้าใส่

ระบบหลักที่ทำให้เกมนี้โดดเด่น:
- Rally system ให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่กล้าสวนกลับหลังจากโดนโจมตี
- Trick Weapons ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบอาวุธได้ถึง 2 แบบในระหว่างต่อสู้
- อาวุธปืน (Firearms) ที่ใช้สตันศัตรูเพื่อเปิดช่องให้ทำ Visceral Attack
- Chalice Dungeons ดันเจี้ยนใต้ดินที่สุ่มฉากขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง
- ค่าสถานะ Insight ที่จะปลดล็อกศัตรูใหม่ๆ และเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของโลกในเกม
Trick Weapons ถือเป็นนวัตกรรมที่ Bloodborne มอบให้กับแนวเกม Action RPG อาวุธแต่ละชิ้นมี 2 ร่างที่มีท่าโจมตี ระยะ และความเร็วที่แตกต่างกัน เช่น Saw Cleaver ที่เปลี่ยนเป็นแส้ฟันเลื่อย หรือ Threaded Cane ที่ยืดออกเป็นกระบองโซ่ การสลับร่างอาวุธระหว่างคอมโบไม่ใช่แค่ทำได้ แต่เป็นสิ่งที่เกมคาดหวังให้เราทำ

World and setting: ทำไม Yharnam ถึงน่าสำรวจ?
Yharnam ถือเป็นหนึ่งในฉากหลังที่สมบูรณ์แบบที่สุดในวงการเกม ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Victorian Gothic ถนนหินที่เปียกชื้นไปด้วยฝน และฝูงชาวเมืองที่คลุ้มคลั่งเพราะโรคระบาด ทั้งหมดนี้สร้างเมืองที่ให้ความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่จริงและกำลังจะล่มสลาย งานอาร์ตของเกมได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความสยองขวัญแนว Lovecraftian และการเปลี่ยนผ่านจากการล่าอสูรไปสู่สิ่งที่แปลกประหลาดกว่านั้นเมื่อเกมดำเนินไป ถือว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

Hunter's Dream ทำหน้าที่เป็นจุดพัก (hub) หลัก เป็นมิติที่อยู่นอกเหนือกาลเวลา ซึ่งผู้เล่นสามารถอัปเลเวล อัปเกรดอาวุธ และพูดคุยกับ Doll หนึ่งในตัวละครที่น่าประทับใจที่สุดของเกม ความสงบของ Dream ตัดกับความโหดร้ายของ Yharnam ทำให้ทั้งสองสถานที่ดูมีน้ำหนักและน่าจดจำยิ่งขึ้น

Content and replayability
นอกเหนือจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว Bloodborne ยังมี DLC อย่าง Old Hunters ที่เพิ่มเนื้อหาความยากระดับโหดหินซึ่งถือว่ายากที่สุดเท่าที่ FromSoftware เคยทำมา บอสอย่าง Ludwig the Accursed และ Orphan of Kos ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้เล่นมักจะหยิบมาพูดถึงเมื่อกล่าวถึงการต่อสู้ที่ท้าทายที่สุดในแนวเกมนี้
Chalice Dungeons ช่วยยืดเวลาการเล่นออกไปอีกมากด้วยดันเจี้ยนใต้ดินที่สุ่มฉาก ซึ่งเต็มไปด้วยศัตรู ไอเทม และบอสที่ไม่พบในเนื้อเรื่องหลัก ส่วนระบบออนไลน์รองรับการเล่นแบบ Co-op สูงสุด 3 คน และระบบการบุกรุก (Invasion) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องใช้สมาชิก PlayStation Plus
ด้วยคะแนนรีวิว 4.74 จาก 5 คะแนน จากผู้ให้คะแนนกว่า 286,000 คนบน PlayStation Store ชื่อเสียงของ Bloodborne มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีเกมแนว Soulslike มากมายที่ถือกำเนิดขึ้นตามมา แต่ก็ยังไม่มีเกมไหนที่สามารถจำลองบรรยากาศความสยองขวัญแบบ Gothic การต่อสู้ที่ดุดัน และความลึกของเนื้อเรื่องที่ซ่อนอยู่ในคำอธิบายไอเทมและป้ายหลุมศพได้เหมือนกับเกมนี้






