ภาพรวม
Bloodstained: Ritual of the Night คือเกมแนว Action Side-scrolling RPG สไตล์โกธิคที่พัฒนาโดย ArtPlay และจัดจำหน่ายโดย 505 Games โดยวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน 2019 หลังจากประสบความสำเร็จจากแคมเปญ Kickstarter ที่มีผู้สนับสนุนเกือบ 65,000 คน เกมนี้จะพาผู้เล่นสวมบทบาทเป็น Miriam เด็กกำพร้าที่ต้องคำสาปทำให้ผิวหนังค่อยๆ กลายเป็นคริสตัล เธอจึงต้องบุกเข้าไปในปราสาทที่ถูกอัญเชิญขึ้นมาโดยปีศาจในอังกฤษยุคศตวรรษที่ 19 เพื่อตามล่า Gebel นักเล่นแร่แปรธาตุผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด นี่คือเกมที่ถือเป็นทายาททางจิตวิญญาณของสูตรสำเร็จระดับตำนานอย่าง Igavania อย่างแท้จริง และมันก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมสมการรอคอย
ตัวปราสาทคือหัวใจสำคัญของเกม ทุกห้องเชื่อมต่อถึงกันหมด และแผนที่ก็ออกแบบมาให้รางวัลกับความอดทนและการย้อนกลับไปสำรวจ (Backtracking) ในแบบที่เกมแนวนี้ควรจะเป็น ความสามารถใหม่ๆ และพลังจาก Shard จะช่วยเปิดเส้นทางไปยังพื้นที่ที่เคยเข้าไม่ได้มาก่อน และความรู้สึกที่โลกในเกมค่อยๆ ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นอะไรที่เล่นกี่ครั้งก็ไม่น่าเบื่อ

Bloodstained: Ritual of the Night content image
ระบบเกมเพลย์และกลไกต่างๆ
ระบบ Shard คือหัวใจหลักที่ทำให้ Bloodstained สนุกเร้าใจ เมื่อกำจัดศัตรูได้ เราจะมีโอกาสดรอป Shard ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวพลังปีศาจที่ Miriam สามารถดูดซับมาติดตั้งเพื่อใช้เป็นสกิลแบบ Active, บัฟ (Passive) หรือท่าโจมตีแบบเล็งทิศทาง โดยมีให้เลือกใช้หลายร้อยแบบแบ่งออกเป็นหลายหมวดหมู่:

Bloodstained: Ritual of the Night content image
- Conjure: อัญเชิญภูตหรือสิ่งมีชีวิตออกมาช่วยสู้
- Directional: ท่าโจมตีระยะไกลแบบเล็งทิศทาง
- Passive: เพิ่มค่าสเตตัส (Stat) และความต้านทานต่างๆ
- Manipulative: สกิลอำนวยความสะดวกและการสำรวจฉาก
- Alchemical: สกิลที่เน้นการคราฟต์ไอเทม
ระบบคราฟต์ไอเทม (Crafting) เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยให้ตัวละครเก่งขึ้น วัตถุดิบที่ดรอปจากศัตรูสามารถนำมาทำอาวุธและอุปกรณ์สวมใส่ได้ ซึ่งความต่างของดาบที่คราฟต์ใหม่กับอาวุธช่วงท้ายเกมนั้นถือว่ามหาศาลมาก การฟาร์ม (Grinding) เพื่อหาไอเทมดรอปที่สมบูรณ์แบบอาจไม่ใช่เรื่องบังคับ แต่สำหรับสายบิลด์ตัวละครที่ต้องการรีดประสิทธิภาพสูงสุด บอกเลยว่าฟินแน่นอน
โลกและบรรยากาศในเกม
สถาปัตยกรรมภายในปราสาทมีความหลากหลาย ตั้งแต่มหาวิหารสไตล์โกธิค ถ้ำใต้ดิน หอคอยกลับหัว ไปจนถึงห้องกลไกนาฬิกา ArtPlay ถ่ายทอดความเป็นยุโรปยุคศตวรรษที่ 19 ออกมาได้อย่างชัดเจน ผสมผสานความหรูหราแบบวิกตอเรียนเข้ากับความสยองขวัญของปีศาจได้อย่างลงตัว ไม่ดูสะเปะสะปะ ดีไซน์ของศัตรูมีตั้งแต่ปีศาจคลาสสิกไปจนถึงสิ่งมีชีวิตสุดแปลกประหลาดที่เข้ากับธีมของเกมได้อย่างดีเยี่ยม

Bloodstained: Ritual of the Night content image
เนื้อเรื่องของ Miriam นั้นเข้าใจง่ายตามสไตล์เกมแนวนี้ ทั้งเรื่องคำสาป ปราสาท และการเผชิญหน้ากับ Gebel เป็นพล็อตที่คุ้นเคยสำหรับแฟนเกมแนวนี้ แต่การเล่าเรื่องทำออกมาได้ลื่นไหล และฉากสู้กับบอสก็อลังการพอที่จะทำให้ผู้เล่นตื่นเต้นอยู่ตลอด ตัวละครสมทบอย่าง Johannes นักเล่นแร่แปรธาตุ และ Dominique นักล่าปีศาจ ก็ช่วยเสริมมิติให้เนื้อเรื่องน่าสนใจขึ้นโดยไม่ทำให้ซับซ้อนจนเกินไป
งานภาพและเสียง
ตัวเกมใช้กราฟิก 3D บนมุมมอง 2D แบบตายตัว ซึ่งให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากเกมแนวพิกเซลอาร์ตทั่วไป โมเดลตัวละครมีความละเอียด แอนิเมชันของศัตรูดูมีชีวิตชีวา และบรรยากาศของปราสาทจะเปลี่ยนไปตามความลึกที่ Miriam ลงไป งานอาร์ตไดเรกชันถือว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยมในทุกแพลตฟอร์ม
Michiru Yamane ผู้ที่เคยฝากผลงานเพลงประกอบในซีรีส์ Castlevania มาหลายภาค รับหน้าที่ทำเพลงประกอบในเกมนี้ ดนตรีเข้ากับบรรยากาศโกธิคได้เป็นอย่างดีโดยไม่กลบเสียงเอฟเฟกต์ และเพลงประจำตัวบอสแต่ละตัวก็เร้าใจพอที่จะทำให้การต่อสู้รู้สึกเหมือนเป็นอีเวนต์สำคัญ ไม่ใช่แค่จุดเช็กพอยต์ทั่วไป
คอนเทนต์และการเล่นซ้ำ
Bloodstained มาพร้อมกับเนื้อเรื่องหลักที่ยาวจุใจประมาณ 15 ถึง 20 ชั่วโมงสำหรับการเล่นรอบแรกแบบเก็บรายละเอียดครบ อัปเดตหลังวางจำหน่ายยังเพิ่มโหมด Randomizer, โหมด Boss Rush และ Classic Mode ที่ปรับเกมให้กลายเป็นแนว Retro สุดคลาสสิก แค่การตามเก็บ Shard ให้ครบก็เป็นเหตุผลที่ดีพอที่จะกลับมาเล่นซ้ำแล้ว เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่คงพลาดพลังบางอย่างไปในการเล่นรอบแรก

Bloodstained: Ritual of the Night content image
เวอร์ชัน PS4 ได้รับคะแนนเฉลี่ย 4.65 จากรีวิวผู้เล่นกว่า 12,000 คน และบน Steam ก็ได้รับกระแสตอบรับในเชิงบวกเช่นเดียวกัน สำหรับใครที่โตมากับ Symphony of the Night หรือเกม Castlevania บนเครื่อง GBA นี่คือเกมที่สืบทอดจิตวิญญาณการออกแบบนั้นมาได้ตรงจุดที่สุด โดยฝีมือของผู้สร้างคนเดิมที่ให้กำเนิดตำนานนี้ขึ้นมา








