ภาพรวม
Call of Duty: Black Ops II พัฒนาโดย Treyarch และจัดจำหน่ายโดย Activision เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2012 และสร้างความแตกต่างจากภาคอื่นๆ ในแฟรนไชส์ได้อย่างชัดเจน เกมนำเสนอเนื้อเรื่องสองเส้นขนาน: เส้นเรื่องแรกอยู่ในยุคสงครามเย็นช่วงปี 1980 ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ CIA นามว่า Alex Mason และอีกเส้นเรื่องในปี 2025 ที่ David Mason ลูกชายของเขาต้องออกล่าไซเบอร์เทอร์โรริสต์ที่ชื่อ Raul Menendez ทั้งสองไทม์ไลน์มีความเชื่อมโยงกัน และการตัดสินใจของผู้เล่นในภารกิจปัจจุบันสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออดีตได้
การเซตติ้งในอนาคตอันใกล้เปิดโอกาสให้ Treyarch ได้ทดลองใช้เทคโนโลยีที่ยังคงความสมจริง โดรนอัตโนมัติ (Autonomous drones), อาวุธพลังงาน (Directed-energy weapons) และการแฮ็กฮาร์ดแวร์ทางการทหาร ปรากฏให้เห็นทั้งในฐานะเครื่องมือและภัยคุกคาม ปมขัดแย้งหลักของเนื้อเรื่องตั้งคำถามว่าจะเป็นอย่างไรหากศัตรูสามารถยึดครองกองทัพอัตโนมัติได้ทั้งระบบ ซึ่งตัวเกมก็นำประเด็นนี้มาสร้างเป็นภารกิจหลักแทนที่จะเป็นเพียงฉากหลังเท่านั้น

Call of Duty: Black Ops II content image
แคมเปญแบบเลือกเส้นทางและฉากจบที่หลากหลาย
Black Ops II ได้นำเสนอภารกิจ Strike Force ซึ่งเป็นโหมดวางแผนกลยุทธ์แบบเรียลไทม์ (RTS) ที่ผู้เล่นสามารถเลือกสั่งการกองทัพจากมุมมองด้านบนหรือจะกระโดดลงไปคุมตัวละครเองเมื่อไหร่ก็ได้ ภารกิจเหล่านี้ส่งผลต่อบทสรุปของแคมเปญ และหากทำภารกิจพลาด ตัวละครบางตัวอาจหายไปจากเนื้อเรื่องถาวร นอกจากนี้ การตัดสินใจสำคัญระหว่างภารกิจหลักยังมีผลตามมาอีกมากมาย:

Call of Duty: Black Ops II content image
- ความล้มเหลวในภารกิจ Strike Force จะเปลี่ยนพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์
- การตายของตัวละครส่งผลต่อฉากจบที่มีให้เลือก
- ตัวเลือกบทสนทนาเปลี่ยนพฤติกรรมของ Menendez
- การปล่อยให้ตัวร้ายรอดชีวิตจะนำไปสู่บทสรุปที่แตกต่าง
- การเล่นซ้ำหลายรอบจะเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกัน
เกมมีฉากจบที่แตกต่างกันถึง 4 แบบ ขึ้นอยู่กับว่าแคมเปญดำเนินไปอย่างไร ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้เกมมีค่าควรแก่การเล่นซ้ำ และยังคงเป็นหนึ่งในภาคของ Call of Duty ที่คุ้มค่าแก่การเล่นมากกว่าหนึ่งรอบ

Call of Duty: Black Ops II content image
โหมดมัลติเพลเยอร์ที่กำหนดนิยามใหม่ให้ซีรีส์
ระบบสร้างคลาสแบบ Pick 10 คือมรดกที่สำคัญที่สุดของ Black Ops II ในด้านการออกแบบมัลติเพลเยอร์เชิงแข่งขัน ผู้เล่นทุกคนจะมี 10 แต้มให้เลือกใช้กับอาวุธ, อุปกรณ์เสริม (Attachments), เพิร์ก (Perks) และอุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่มีช่องบังคับ การเลือกใส่เพิร์ก 3 อย่างโดยไม่พกอาวุธรองถือเป็น Build ที่ใช้งานได้จริง หรือการอัดอุปกรณ์เสริม 5 อย่างลงในปืนไรเฟิลกระบอกเดียวโดยยอมแลกกับอย่างอื่นก็ทำได้เช่นกัน ระบบนี้ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการจัด Loadout ให้เหนือกว่าภาคก่อนๆ ของ Call of Duty อย่างมาก

Call of Duty: Black Ops II content image
แผนที่ในโหมดมัลติเพลเยอร์ช่วงเปิดตัวนั้นกะทัดรัดและออกแบบมาอย่างดี โดยมี Raid, Slums และ Hijacked ที่กลายเป็นขวัญใจแฟนเกมตลอดกาล ระบบ Scorestreak เข้ามาแทนที่ Killstreaks ซึ่งเป็นการให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่เน้นทำ Objective มากขึ้น แทนที่จะเน้นแค่การไล่ฆ่า (Fraggers) เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมี League Play ที่เพิ่มโหมดจัดอันดับ (Ranked) พร้อมระบบจับคู่ตามระดับฝีมือ (Skill-based matchmaking) ซึ่งเป็นการยอมรับโดยตรงว่าสังคมผู้เล่นสายแข่งขันได้เติบโตเกินกว่าจะเล่นในล็อบบี้สาธารณะทั่วไปแล้ว
โหมด Zombies และตำนานที่ซ่อนอยู่
โหมด Zombies แบบ Co-op ใน Black Ops II ถือเป็นเวอร์ชันที่มีความทะเยอทะยานด้านเนื้อเรื่องมากที่สุดในขณะนั้น แผนที่พื้นฐานอย่าง TranZit จะพาผู้รอดชีวิต 4 คนเข้าสู่สหรัฐอเมริกาในยุคหลังวันสิ้นโลกที่เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางรถบัส พร้อมเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสองพลังเหนือธรรมชาติอย่าง Maxis และ Richtofen ที่ต่างแย่งชิงอำนาจในการควบคุมกองทัพผีดิบ Lore ของเกมลึกซึ้งมากจนทั้งบันทึกเสียง, รายการทีวี และรายละเอียดสภาพแวดล้อมต่างๆ ล้วนมีส่วนช่วยสร้างตำนานที่ครอบคลุมตลอดทั้งไตรภาค Black Ops
แผนที่ Origins ที่เพิ่มเข้ามาในภายหลังได้เปลี่ยนมุมมองของทุกอย่างด้วยการเปิดเผยว่าเหล่าตัวละครหลักในโหมด Zombies อาจมีตัวตนอยู่เพียงในจินตนาการของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่มากสำหรับโหมดที่เริ่มต้นจากการเป็นโบนัสลับในภาค World at War คอนเทนต์ Zombies ใน Black Ops II ยังคงเป็นหนึ่งในโหมด Co-op ที่เล่นซ้ำได้สนุกที่สุดในแฟรนไชส์ โดยเน้นไปที่การเอาตัวรอดในรอบสูงๆ, การทำ Easter egg และการคราฟต์อุปกรณ์ที่ต้องใช้ความรู้เรื่องแผนที่มากกว่าแค่ฝีมือการยิงเพียงอย่างเดียว







