ภาพรวม
Call of Duty: Infinite Warfare พัฒนาโดย Infinity Ward และจัดจำหน่ายโดย Activision เปิดตัวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2016 ในฐานะหนึ่งในภาคที่ทะเยอทะยานที่สุดของแฟรนไชส์ระดับตำนานนี้ โดยมีฉากหลังเป็นโลกอนาคตที่สงครามขยายตัวออกไปทั่วระบบสุริยะ ตัวเกมแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โหมดเนื้อเรื่อง (Campaign) ที่เข้มข้น, โหมดมัลติเพลเยอร์ (Multiplayer) ที่เน้นการแข่งขันสุดเดือด และโหมดซอมบี้ (Zombies) แบบ Co-op ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากสงครามทหารสุดเคร่งเครียดไปสู่ความแปลกใหม่ที่สนุกสนานกว่าเดิม
เนื้อเรื่องหลักโฟกัสไปที่ Captain Reyes นักบินที่ต้องก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำหลังจากเกิดการโจมตีครั้งใหญ่ ทำให้ฝ่าย Settlement Defense Front (SDF) กลายเป็นภัยคุกคามที่พยายามตัดขาดโลกออกจากทรัพยากรสำคัญในอวกาศ ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็น Reyes และลูกทีมผ่านการต่อสู้ในสภาวะไร้น้ำหนัก การดวลปืนบนเครื่องบินรบ Jackal และการรบภาคพื้นดินในสภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์ต่างๆ นี่คือภาคที่เน้นการพัฒนาตัวละครมากกว่าภาคอื่นๆ ในแฟรนไชส์ และการเซ็ตฉากไว้ในระบบสุริยะยังช่วยให้ Infinity Ward สามารถออกแบบภารกิจที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน

Call of Duty®: Infinite Warfare content image
Combat Rigs และความลึกของระบบมัลติเพลเยอร์
โหมดมัลติเพลเยอร์คือจุดที่ Infinite Warfare เลือกใช้ระบบเกมเพลย์ที่โดดเด่นที่สุด โดยมีระบบ Combat Rig เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งมีให้เลือกถึง 6 รูปแบบ โดยแต่ละ Rig จะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน:

Call of Duty®: Infinite Warfare content image
- Warfighter: เน้นความแม่นยำและความคล่องตัว
- Merc: สายแทงค์ ถึกทน ยืนแนวหน้า
- Synaptic: สายสปีด เน้นความเร็วและเทคโนโลยีหุ่นยนต์
- Stryker: สายซัพพอร์ตและใช้ประโยชน์ในทีม
- Phantom: สายลอบเร้นและซุ่มยิงระยะไกล
- Arc: สายพลังงานและอาวุธทดลอง
แต่ละ Rig จะมาพร้อมกับ Payload (ความสามารถพิเศษ) และ Traits (คุณสมบัติเฉพาะ) ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่าผู้เล่นสองคนที่เล่นโหมดเดียวกันอาจมีประสบการณ์การเล่นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับ Loadout ที่เลือกใช้ ระบบการเคลื่อนไหวที่เน้นแรงส่ง (Momentum-based movement) ซึ่งต่อยอดมาจากระบบ Chain-based ของ Advanced Warfare ช่วยให้แผนที่ดูรวดเร็วและมีการเล่นในแนวตั้งที่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Mission Teams ที่ให้ผู้เล่นเข้าร่วมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อปลดล็อกลายปืน (Camos), ตราสัญลักษณ์ (Emblems), Calling Cards และอาวุธเฉพาะกลุ่ม ซึ่งช่วยเพิ่มมิติในการเก็บเลเวลนอกเหนือจากระบบ Rank ปกติ

Call of Duty®: Infinite Warfare content image
โหมดซอมบี้มีอะไรให้เล่นบ้าง?
โหมดซอมบี้ของ Infinite Warfare ที่ชื่อว่า Zombies in Spaceland ถือเป็นประสบการณ์ Co-op ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สุดในแฟรนไชส์ ณ เวลานั้น โดยมีฉากหลังเป็นสวนสนุกยุค 80s ที่มาพร้อมรถไฟเหาะตีลังกา, ตู้เกมอาร์เคด และโซนธีมต่างๆ ที่เน้นความหลุดโลกแบบสุดๆ ระบบ After Life Arcade ช่วยให้ผู้เล่นที่ล้มลงไปแล้วยังสามารถเล่นมินิเกมเพื่อเก็บแต้มแลก Perk ก่อนจะเกิดใหม่ได้ ซึ่งช่วยให้การเล่นแบบ Co-op สนุกและไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป นอกจากนี้ยังมี Fate and Fortune Cards ที่เพิ่มความหลากหลายด้วยบัฟชั่วคราวที่ผู้เล่นสามารถกดใช้ได้ระหว่างรอบ
เนื้อเรื่องของโหมดซอมบี้ครอบคลุมถึง 5 บทผ่าน DLC ของเกม และปิดท้ายด้วย The Beast from Beyond ซึ่งเป็นฉากบนดาวน้ำแข็งอันห่างไกลที่เหล่าตัวละครต้องเผชิญหน้ากับบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด นอกจากนี้ Retribution ซึ่งเป็น DLC Map Pack ชุดที่สี่ ยังเพิ่มแผนที่มัลติเพลเยอร์ใหม่ 4 แผนที่ ได้แก่ Carnage, Altitude, Depot 22 และ Heartland ซึ่งแผนที่สุดท้ายนี้เป็นการนำแผนที่คลาสสิกอย่าง Warhawk จาก Call of Duty: Ghosts กลับมาทำใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม

Call of Duty®: Infinite Warfare content image
เนื้อหาและความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
ตัวเกมหลักมาพร้อมกับแผนที่โบนัส Terminal และ Zombies in Spaceland Pack ในบางเวอร์ชัน ในขณะที่ Digital Deluxe Edition จะรวม Season Pass และ Call of Duty: Modern Warfare Remastered ไว้ด้วย ซึ่งแค่ตัว Remastered เพียงอย่างเดียวที่รวมเนื้อเรื่องและมัลติเพลเยอร์จากภาคต้นฉบับปี 2007 ก็ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับผู้เล่นที่พลาดภาคดั้งเดิมไป ส่วน Season Pass จะมอบ DLC Map Pack ทั้ง 4 ชุดตลอดช่วงหลังวางจำหน่าย โดยแต่ละชุดจะมาพร้อมแผนที่มัลติเพลเยอร์ใหม่และบทเนื้อเรื่องซอมบี้ตอนใหม่ ด้วยเนื้อหาทั้งโหมดแคมเปญ, มัลติเพลเยอร์ที่มี Rig ให้เลือกถึง 6 แบบ และเนื้อเรื่องซอมบี้ 5 ตอน ทำให้ Infinite Warfare เป็นเกมที่อัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์ในแพ็กเกจเดียวมากกว่าภาคอื่นๆ ในแฟรนไชส์








