ภาพรวม
Command & Conquer: Red Alert 2 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2000 โดย Westwood Pacific และจัดจำหน่ายโดย Electronic Arts เกมนี้จะพาผู้เล่นดำดิ่งสู่เส้นเวลาคู่ขนานที่สหภาพโซเวียตเปิดฉากบุกสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบ แค่พล็อตเรื่องก็ฉีกแนวจากเกมยุคเดียวกันแล้ว: เมื่อ Albert Einstein สร้างไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อลบ Hitler ออกไปจากประวัติศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นการเปิดทางให้จักรวรรดิของ Stalin เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด ผลลัพธ์ที่ได้คือหนึ่งในเกมแนว RTS (Real-Time Strategy) ที่เป็นที่รักมากที่สุดตลอดกาล ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีคนเล่นผ่าน Steam และเซิร์ฟเวอร์ของแฟนเกมอยู่เลย แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองทศวรรษแล้วก็ตาม
ตัวเกมแบ่งแคมเปญออกเป็นสองฝั่งคือ Allied และ Soviet ซึ่งแต่ละฝั่งจะมียูนิต (Units), อาวุธมหาประลัย (Superweapons) และภารกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ฝั่ง Allied จะเน้นความล้ำของเทคโนโลยี เช่น Prism Tanks ที่ยิงเลเซอร์เชื่อมต่อกันเพื่อทำลายศัตรูเป็นกลุ่ม หรือ Spy Satellites ที่ช่วยเปิดแผนที่ทั้งหมด ส่วนฝั่ง Soviet จะเน้นความดิบและคุ้มค่าด้วยการส่งทหารราบ (Conscripts) จำนวนมหาศาลเข้าถมสนาม, ใช้ Terror Drones มุดเข้าไปทำลายยานพาหนะจากข้างใน และปล่อย Desolators มาแผ่รังสีทำลายล้างทั่วพื้นที่ ทั้งสองฝ่ายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสกินแน่นอน

Command & Conquer: Red Alert 2 content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
Red Alert 2 ใช้เอนจิ้นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Tiberian Sun แต่ปรับดีไซน์ให้เข้าถึงง่ายขึ้นโดยไม่ทิ้งความลึกซึ้งในเชิงกลยุทธ์ นี่คือระบบพื้นฐานที่คอเกม RTS ทุกคนต้องคุ้นเคย:

Command & Conquer: Red Alert 2 content image
- การขุดแร่ (Ore harvesting) เพื่อหาเงินเข้าคลัง
- การสร้างฐาน (Base construction) และการจัดการพลังงาน
- การไต่สายเทคโนโลยี (Tech tree) ผ่านสิ่งก่อสร้างต่างๆ
- อาวุธมหาประลัย (Superweapon) ที่มีคูลดาวน์คอยกดดันผู้เล่น
- การผสมผสานยูนิตทางเรือและทางอากาศ
จังหวะของเกมค่อนข้างรวดเร็วกว่าเกมยุคเดียวกันหลายเกม การเล่นมักไม่ยืดเยื้อจนกลายเป็นเกมตั้งรับ (Turtle fests) เพราะอาวุธมหาประลัยที่ชาร์จพลังตามเวลาจะคอยลงโทษคนที่เล่นแบบตั้งรับมากเกินไป หากปล่อยให้คูลดาวน์ทำงานจนครบ Nuclear Missile ของ Soviet หรือ Weather Control Device ของ Allied ก็สามารถล้างฐานคุณได้เลย ความกดดันนี้แหละที่ทำให้ผู้เล่นต้องคอยขยับตัวอยู่ตลอดแม้ในช่วงที่ยังไม่มีการปะทะกันโดยตรง
ทำไมยูนิตในเกมถึงโดดเด่น?
การออกแบบยูนิตใน Red Alert 2 คือจุดที่ Westwood Pacific โชว์ความสร้างสรรค์ออกมาได้สุดๆ ทั้ง 9 ประเทศที่เล่นได้ในโหมดมัลติเพลเยอร์จะมี "ยูนิตพิเศษ" เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากยูนิตมาตรฐานของฝั่ง Allied หรือ Soviet ทำให้เกมมีความหลากหลายสูงมาก ฝรั่งเศสมี Grand Cannon ปืนใหญ่ตั้งพื้นสุดโหด, คิวบามีทหารราบ Terrorist ที่ระเบิดตัวเองเมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย, ลิเบียมีรถบรรทุก Demolition Trucks ที่บรรทุกสารนิวเคลียร์ไว้เต็มคัน
นอกจากยูนิตเฉพาะประเทศแล้ว ยูนิตมาตรฐานก็มีความแปลกใหม่ที่ทำออกมาได้ดี เช่น Giant Squid ที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำเพื่อลากเรือลงไปจม หรือ Sonic Dolphins ที่เอาไว้แก้ทางเรือดำน้ำ ส่วน Yuri ตัวร้ายรองของเกมที่โผล่มาช่วงกลางแคมเปญ Soviet ก็มาพร้อมกับอาวุธ Psychic Dominator และทหารราบควบคุมจิตใจที่สามารถเปลี่ยนยูนิตศัตรูให้มาโจมตีฐานตัวเองได้ การปรากฏตัวของเขายังเป็นการปูทางไปสู่ภาคเสริม Yuri's Revenge ซึ่งรวมอยู่ในเวอร์ชัน Steam นี้ด้วย

Command & Conquer: Red Alert 2 content image
มัลติเพลเยอร์และความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
ตัวเกมหลักมาพร้อมโหมดมัลติเพลเยอร์ถึง 8 โหมด ครอบคลุมทั้งการสู้รบแบบ Skirmish ทั่วไป, ทีมแบทเทิล และโหมดเฉพาะของแต่ละประเทศ ระบบ 9 ประเทศทำให้ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ซ้ำเดิมแม้จะเลือกฝ่ายเดียวกันก็ตาม การสนับสนุนจากคอมมูนิตี้ผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่แฟนเกมดูแลกันเองทำให้โหมดออนไลน์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้นานเกินกว่าที่ผู้พัฒนาจะเลิกสนับสนุนอย่างเป็นทางการ และการวางจำหน่ายบน Steam ก็รวมเอา Red Alert 2 มาพร้อมกับ Yuri's Revenge ซึ่งถือว่าได้เนื้อหาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ซื้อเลยทีเดียว
ภารกิจในแคมเปญเองก็เล่นซ้ำได้สนุก เพราะการเป็นประวัติศาสตร์คู่ขนานทำให้เกิดสถานการณ์ที่เกมสงครามทั่วไปทำไม่ได้ เช่น การป้องกันหอไอเฟล, การส่งกองทัพ Soviet ไปบุกเพนตากอน หรือการหยุดยั้งเสาสัญญาณพลังจิตที่ถูกติดตั้งไว้กลางชิคาโก ทุกภารกิจมีการออกแบบเป้าหมายและแผนที่ที่แตกต่างกันชัดเจน ส่วนโหมด Skirmish ที่สู้กับ AI ก็ช่วยเติมเต็มการเล่นคนเดียวสำหรับคนที่อยากฝึก Build Order โดยไม่ต้องพึ่งสคริปต์ในแคมเปญ

Command & Conquer: Red Alert 2 content image


