ภาพรวม
Command & Conquer: Red Alert เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 1996 ถือเป็นภาคหลักลำดับที่สองจาก Westwood Studios ในซีรีส์ Command & Conquer ที่มาพร้อมกับพล็อตเรื่องสุดล้ำจนถึงทุกวันนี้ก็ยังดูน่าทึ่ง Einstein ใช้เครื่องย้อนเวลาที่เรียกว่า Chronosphere เพื่อลบ Adolf Hitler ออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งฟังดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดี จนกระทั่งสหภาพโซเวียตที่ไร้การควบคุมและกระหายอำนาจเริ่มบุกตะลุยยุโรป ผู้เล่นต้องเลือกว่าจะบัญชาการกองทัพ Allied ที่พยายามตั้งรับสุดชีวิต หรือกองทัพ Soviet Empire ที่บุกตะลุยไปทางตะวันตกด้วยกองกำลังยานเกราะอันมหาศาล
ตัวเกมมาพร้อมกับแคมเปญเต็มรูปแบบสองแคมเปญ แบ่งตามฝ่าย ฝ่ายละประมาณ 14 ภารกิจ ซึ่งถือว่าเนื้อหาเยอะมากสำหรับเกม RTS ในยุคกลาง 90 และทั้งสองฝ่ายก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผู้บัญชาการฝ่าย Soviet จะได้ใช้เครื่องมือสายดิบเถื่อนอย่าง Heavy Tank, Tesla Coil และ Mammoth Tank ซึ่งบอกเลยว่าหยุดไม่อยู่สมชื่อ ส่วนผู้เล่นฝ่าย Allied จะเน้นการใช้ชั้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการส่ง Spy เข้าไปแทรกซึมอาคารศัตรู, การใช้ Chronosphere วาร์ปยูนิตไปทั่วแผนที่ หรือใช้กองทัพเรือระดมยิงเป้าหมายชายฝั่งจากระยะปลอดภัย

Command & Conquer: Red Alert content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
Core loop ของ Red Alert คือการเป็น RTS แนวสร้างฐานสุดคลาสสิก เริ่มจากการเก็บแร่ (Ore), สร้างระบบไฟฟ้า, สร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อผลิตยูนิต แล้วบุกเข้าไปในเขตแดนศัตรูก่อนที่พวกเขาจะทำแบบเดียวกันกับเรา เกมมีจังหวะการเล่นที่รวดเร็วแต่ไม่รีบร้อน และการออกแบบแผนที่ก็บีบให้ผู้เล่นต้องตัดสินใจตลอดเวลา แทนที่จะปล่อยให้ผู้เล่นได้แต่ตั้งรับ (Turtle) อยู่ในฐานไปวันๆ

Command & Conquer: Red Alert content image
ระบบสำคัญที่ทำให้เกมนี้โดดเด่น:
- การเก็บ Ore และ Gem เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- Superweapon เฉพาะฝ่าย (Iron Curtain, Chronosphere)
- การใช้ Spy แทรกซึมเพื่อขโมยเทคโนโลยีหรือก่อวินาศกรรมระบบไฟฟ้า
- การรบทางเรือด้วย Destroyer และ Submarine
- การวาง Landmine เพื่อดักทางศัตรู
Superweapon ทั้งสองอย่างนี้ต้องยกนิ้วให้เลย ฝ่าย Allied มี Chronosphere ที่วาร์ปยูนิตไปตรงไหนของแผนที่ก็ได้ทันที ทำให้เปิดมุมบุกที่โกงสุดๆ ส่วนฝ่าย Soviet มี Iron Curtain ที่ทำให้ยูนิตเป็นอมตะชั่วคราว ทั้งสองอย่างมีคูลดาวน์ที่นานมาก ดังนั้นการตัดสินใจเลือกจังหวะใช้จึงเป็นหนึ่งในทักษะระดับสูงที่ตัดสินผลแพ้ชนะในแต่ละแมตช์ได้เลย
ทำไม Red Alert ถึงแตกต่างจากเกม RTS อื่นๆ ในยุค 90?
Red Alert วางจำหน่ายหลังจากเกม Command & Conquer ภาคแรกเพียงหนึ่งปี และพัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้าน การเซตติ้งแบบโลกคู่ขนาน (Alternate-history) ทำให้ Westwood มีอิสระในการออกแบบยูนิตที่ไม่มีข้อจำกัดของโลกความเป็นจริง ส่งผลให้ตัวละครและยูนิตมีความสร้างสรรค์มากกว่าเกมสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบสมจริงทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Tesla Coil, สุนัขโจมตี (Attack Dogs) และ Gap Generator ที่วางอยู่ข้างๆ รถถังและทหารราบทั่วไปได้อย่างลงตัว
คัตซีนแบบคนแสดงจริง (Live-action cutscenes) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Westwood นั้นจัดเต็มในสไตล์หนังเกรด B ยุคสงครามเย็น นักแสดงในชุดทหารส่งบทพูดสรุปภารกิจด้วยความจริงจังสุดๆ ความแตกต่างระหว่างความโอเวอร์ของเนื้อเรื่องกับเกมเพลย์วางแผนที่ตึงเครียด ทำให้ Red Alert มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาเกม RTS อื่นมาเทียบได้ยาก

Command & Conquer: Red Alert content image
อิทธิพลและตำนาน
Red Alert วางจำหน่ายทั้งบน Windows และ PlayStation ซึ่งถือว่าแปลกมากสำหรับเกม RTS ในปี 1996 เวอร์ชั่น PlayStation ปรับการควบคุมให้เข้ากับจอยเกมได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าเวอร์ชั่น PC จะยังคงเป็นประสบการณ์การเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็ตาม เกมนี้ทำยอดขายได้หลายล้านชุดและมีภาคต่อออกมาอีกสองภาคคือ Red Alert 2 ในปี 2000 และ Red Alert 3 ในปี 2008 ซึ่งขยายพล็อตเรื่องโลกคู่ขนานออกไปอีกไกล
ตัวเกม Red Alert ภาคต้นฉบับถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดฟรีโดย EA ในปี 2008 และยังคงเล่นได้จนถึงทุกวันนี้ผ่านแพตช์ที่ดูแลโดยแฟนเกมและเอนจิ้น OpenRA ที่ช่วยปรับปรุง Netcode และรองรับความละเอียดหน้าจอสมัยใหม่โดยไม่ไปแตะต้องดีไซน์หลักของเกม สำหรับใครที่จริงจังกับประวัติศาสตร์เกม RTS หรือเกมวางแผนสงครามเย็น Red Alert คือเกมที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

Command & Conquer: Red Alert content image




