ภาพรวม
Company of Heroes เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2006 และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเกมแนววางแผนการรบ (Strategy Game) ในธีมสงครามโลกครั้งที่ 2 ทันทีที่วางจำหน่าย ตัวเกมพัฒนาโดย Relic Entertainment ซึ่งจะพาผู้เล่นไปสวมบทบาทเป็นผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร (Allied) ตั้งแต่เหตุการณ์ยกพลขึ้นบกที่ D-Day ไปจนถึงสมรภูมิรบในยุโรป โดยเกมจะบีบให้คุณเลิกคิดแบบนายพลที่คอยขยับหมากบนกระดาน แต่ต้องคิดแบบผู้บัญชาการภาคสนามที่ต้องรับมือกับสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ปรัชญาการออกแบบหลักของเกมนี้ทำให้มันแตกต่างจากเกม RTS (Real-Time Strategy) ส่วนใหญ่ในยุคนั้น แทนที่จะเน้นการปั๊มยูนิตจำนวนมหาศาลไปถมศัตรู Company of Heroes กลับให้รางวัลกับผู้เล่นที่รู้จักการวางตำแหน่ง (Positioning) การควบคุมทรัพยากรผ่านการยึดพื้นที่ และการอ่านสภาพภูมิประเทศ ทุกอาคาร กำแพงรั้ว และหลุมระเบิดล้วนมีความหมาย เพราะเอนจินฟิสิกส์แบบเรียลไทม์ของเกมมองสิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปรทางยุทธวิธี ไม่ใช่แค่ฉากประกอบ

Company of Heroes content image
เกมเพลย์และกลไก: อะไรที่ทำให้ระบบการต่อสู้ของเกมนี้ยอดเยี่ยม?
ระบบที่กำบัง (Cover System) คือหัวใจสำคัญที่ทุกอย่างในเกมสร้างขึ้นมา โดยยูนิตจะหาที่กำบังโดยอัตโนมัติเมื่อสั่งให้เคลื่อนที่ไปใกล้กำแพง ซากปรักหักพัง หรือกระสอบทราย ซึ่งความแตกต่างระหว่างที่กำบังสีเขียว (ป้องกันได้บางส่วน) ที่กำบังสีเหลือง (มุมยิงที่ดีกว่า) และที่กำบังสีแดง (ไม่มีที่กำบัง) จะส่งผลโดยตรงต่ออัตราการรอดชีวิตของทหารคุณ การเรียนรู้ที่จะอ่านตัวบ่งชี้เหล่านี้ให้ไวคือช่องว่างของทักษะ (Skill Gap) ที่ตัดสินว่าคุณจะรอดจากไฟต์นั้น หรือจะนั่งมองยูนิตระดับ Veteran ของคุณโดนกวาดล้างจนหมด

Company of Heroes content image
กลไกหลักที่นิยามประสบการณ์การเล่น:
- การยึดพื้นที่เพื่อเก็บทรัพยากร Manpower, Munitions และ Fuel
- ระบบ Veterancy ที่ให้รางวัลกับยูนิตที่รอดชีวิตจากการปะทะหลายครั้ง
- กลไก Suppression ที่ทำให้ทหารราบถูกตรึงอยู่กับที่เมื่อโดนระดมยิง
- อาคารที่ทำลายได้และพังทลายลงเมื่อโดนอาวุธหนัก
- Commander ability trees ที่ช่วยกำหนดทางเลือกในเชิงยุทธวิธี
ระบบทรัพยากรผูกติดกับการควบคุมแผนที่โดยตรง การเสียพื้นที่หมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้คุณมีกำลังเสริม (Reinforcements) น้อยลงและมีน้ำมันสำหรับยานเกราะไม่เพียงพอ การแข่งขันในเกมนี้จึงมีการพลิกไปพลิกมาอย่างแท้จริง ทำให้การคัมแบ็ก (Comeback) รู้สึกถึงความพยายามมากกว่าแค่โชคช่วย

Company of Heroes content image
กลยุทธ์ด้านสภาพแวดล้อม: สมรภูมิทำลายได้แค่ไหน?
คำตอบคือทำลายได้ทั้งหมด กำแพงพังทลายเมื่อโดนรถถังยิง อาคารพังถล่มเมื่อโดนระดมยิงนานพอ จนเปลี่ยนจุดยุทธศาสตร์ให้กลายเป็นซากปรักหักพัง วิศวกร (Engineers) สามารถระเบิดสะพานเพื่อตัดเส้นทางการโอบล้อมได้ สิ่งที่เคยเป็นหมู่บ้านในฝรั่งเศสที่สมบูรณ์อาจกลายเป็นทุ่งหลุมระเบิดเมื่อจบการแข่งขัน 30 นาที
ความสามารถในการทำลายล้างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพสวยงาม แต่การที่อาคารพังลงจะทำให้โบนัสที่กำบังหายไป การทำลายสะพานจะบีบให้ศัตรูต้องหาเส้นทางข้ามใหม่ เอนจินฟิสิกส์ทำให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คงอยู่ถาวรตลอดการแข่งขัน ดังนั้นทุกการตัดสินใจที่จะระดมยิงสิ่งก่อสร้าง จึงเป็นการตัดสินใจว่าสมรภูมิที่เหลือจะเป็นอย่างไรด้วย

Company of Heroes content image
โหมดผู้เล่นหลายคนและความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
โหมด Multiplayer รองรับผู้เล่น 2-8 คน โดยเป็นการปะทะกันระหว่างฝ่าย Axis และ Allies ซึ่งการออกแบบฝ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน (Asymmetric) ทำให้แต่ละฝั่งมียูนิตและสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรจะเน้นความยืดหยุ่นในการใช้กำลังผสม (Combined Arms) ในขณะที่ยูนิตของเยอรมันจะเน้นไปที่อุปกรณ์ที่หนักกว่าและมีราคาแพงกว่า ซึ่งให้รางวัลกับผู้เล่นที่เน้นการตั้งรับ
แคมเปญโหมดเล่นคนเดียว (Single-player) จะดำเนินเรื่องผ่านภารกิจที่เรียงลำดับตามเนื้อเรื่องและมีความสมดุลสูง โดยครอบคลุมเหตุการณ์การบุก Normandy แต่ละภารกิจถูกออกแบบมาเพื่อท้าทายกลยุทธ์เฉพาะตัวและค่อยๆ แนะนำกลไกต่างๆ ให้ผู้เล่นเข้าใจ สำหรับ Legacy Edition บน Steam ยังรองรับ Mod ประเภท Total Conversion ที่ช่วยยืดอายุการเล่นของเกมไปได้อีกยาวนาน โดยมีการเพิ่มฝ่ายใหม่ๆ แผนที่ และกฎการเล่นที่สร้างขึ้นโดยคอมมูนิตี้ตลอดเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา







