ภาพรวม
Cuphead: The Delicious Last Course คือ DLC ส่วนขยายแบบเสียเงินที่พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย Studio MDHR วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2022 โดยพา Cuphead และ Mugman ไปยัง Inkwell Isle แห่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน พร้อมด้วยตัวละครใหม่อย่าง Ms. Chalice ที่สามารถเลือกเล่นได้แบบเต็มตัว ภารกิจหลักคือการช่วยเหลือ Chef Saltbaker ในการทำสูตรอาหารลับที่เชื่อมโยงกับเควสต์ปริศนาของ Legendary Chalice ตัวส่วนขยายนี้ยังคงรูปแบบการเล่นแบบ Boss-rush เหมือนกับเกมภาคหลัก โดยไม่มีด่านคั่นระหว่างการต่อสู้กับบอส
Ms. Chalice คือตัวละครเสริมที่เป็นไฮไลท์สำคัญและสมศักดิ์ศรีจริงๆ ชุดสกิลของเธอมีความแตกต่างจาก Cuphead และ Mugman อย่างชัดเจน ทั้งการกระโดดสองจังหวะ (Double Jump), การพุ่งสวนกลับ (Parry Dash) และการกลิ้งตัวที่เป็นอมตะ (Invincibility Roll) ซึ่งเปลี่ยนวิธีการรับมือกับแพทเทิร์นของบอสทุกตัวไปอย่างสิ้นเชิง การปลดล็อกเธอผ่านช่องใส่ Charm ยังทำให้สามารถนำไปเล่นในเกมภาคหลักได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการเพิ่ม Replay Value ให้กับผู้เล่นที่อยากกลับไปลุยด่านเก่าๆ ด้วยลูกเล่นใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

เกมเพลย์และระบบการเล่น
Core Loop ของ The Delicious Last Course จะทำให้คนที่เคยผ่านเกมภาคหลักมาแล้วรู้สึกคุ้นเคยทันที ผู้เล่นจะต้องยิง หลบ และ Parry เพื่อผ่านการต่อสู้กับบอสที่มีหลายเฟส พร้อมเก็บเหรียญไปซื้ออาวุธและ Charm ใหม่ๆ ระหว่างทาง DLC นี้ได้เพิ่มอาวุธใหม่หลายชิ้นรวมถึง Charm ใหม่ๆ ที่บางชิ้นออกแบบมาให้ใช้ร่วมกับความสามารถของ Ms. Chalice โดยเฉพาะ โดยมีจุดเด่นที่เพิ่มเข้ามาดังนี้:

- การ Parry Dash และ Double Jump ของ Ms. Chalice
- อาวุธใหม่ที่มีรูปแบบการยิงที่โดดเด่น
- Charm ใหม่ที่ปรับเปลี่ยนทั้งพลังโจมตีและการป้องกัน
- ชุดบอสใหม่ทั้งหมด
- รองรับการเล่นกับแคมเปญหลักของ Cuphead ได้อย่างสมบูรณ์
บอสตัวใหม่คือหัวใจหลักของภาคนี้ Studio MDHR ออกแบบมาให้ยากและซับซ้อนกว่าเกมภาคหลัก ทั้งแพทเทิร์นการโจมตีที่เต็มหน้าจอและการเปลี่ยนเฟสที่บีบให้ผู้เล่นต้องจดจำจังหวะอย่างแม่นยำ
อะไรที่ทำให้การออกแบบบอสโดดเด่น?
บอสทุกตัวใน The Delicious Last Course มีเอกลักษณ์ทางภาพที่ชัดเจนและโครงสร้างการโจมตีหลายเฟสที่จะทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามพลังชีวิตที่ลดลง ปรัชญาการออกแบบยังคงรักษามาตรฐานเดิมจากภาคหลักไว้ได้ดี คือแต่ละเฟสจะเพิ่มรูปแบบกระสุน จังหวะการเคลื่อนที่ และโอกาสในการ Parry ที่ให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่จดจำแพทเทิร์นได้มากกว่าแค่ใช้รีเฟล็กซ์เพียงอย่างเดียว การต่อสู้แต่ละครั้งให้ความรู้สึกเหมือนถูกออกแบบมาด้วยมือ (Hand-crafted) ไม่ใช่การสุ่มสร้างขึ้นมา ทำให้การสู้กับบอสตัวเดียวแม้จะตายซ้ำหลายสิบครั้งก็ไม่รู้สึกว่ามันมั่วหรือเอาเปรียบผู้เล่น

ระดับความยากนั้นสูงกว่าแคมเปญมาตรฐานของภาคหลัก ดังนั้นใครที่หวังจะมาเล่นชิลๆ อาจจะต้องเจอกับความท้าทายที่ทำเอาหน้าหงายได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตั้งใจไว้แล้ว Studio MDHR มองว่าความท้าทายคือจุดขายหลัก และ DLC นี้ก็ส่งมอบประสบการณ์นั้นออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องขอโทษใคร
งานภาพและเสียง
สไตล์อนิเมชั่นแบบ Rubber-hose ยุค 1930 ที่วาดด้วยมือยังคงคุณภาพไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่มีตก ทุกเฟรมของบอสแต่ละตัวถูกวาดและตัดเส้นด้วยมือ และสภาพแวดล้อมใหม่ใน Inkwell Isle ก็ทำออกมาได้มาตรฐานเดียวกับเกมต้นฉบับ โทนสีของ DLC Isle จะเน้นไปทางโทนอุ่นและธีมอาหารที่เข้ากับเนื้อเรื่องของ Chef Saltbaker ได้อย่างลงตัวโดยไม่ดูฝืน
ดนตรีประกอบแนวแจ๊สและบิ๊กแบนด์ได้ขยายจากเพลงเดิมด้วยการประพันธ์ใหม่ที่เข้ากับจังหวะของการต่อสู้แต่ละฉาก งานด้านเสียงยังคงความหนักแน่นและโอเวอร์แอคติ้งตามสไตล์การ์ตูน ทุกการโจมตีและการ Parry จะมีเสียงเอฟเฟกต์ที่สะใจ ทำให้ Feedback Loop ของเกมรู้สึกแน่นและหนึบแม้ในช่วงที่สถานการณ์บนหน้าจอจะโกลาหลที่สุด

ผลกระทบและตำนานของเกม
สำหรับ DLC ที่ใช้เวลาพัฒนานานถึง 4 ปีหลังจากเกมภาคหลักเปิดตัวในปี 2017 การมาถึงของ The Delicious Last Course นั้นมาพร้อมกับเป้าหมายที่ชัดเจน การเพิ่ม Ms. Chalice เข้ามาเป็นตัวละครที่เล่นได้ถือเป็นการเพิ่มระบบการเล่นที่สำคัญที่สุดที่ Studio MDHR เคยทำมาให้กับสูตรสำเร็จของ Cuphead และรายชื่อบอสใหม่ก็ถือเป็นผลงานระดับท็อปของสตูดิโอ สำหรับผู้เล่นที่มองหาเกมแนว Boss-rush Platformer งานภาพวาดมือที่มีความลึกของระบบการเล่นและระดับความยากที่ไม่มีการประนีประนอม The Delicious Last Course คือสิ่งที่ตอบโจทย์ทุกอย่างที่ภาคหลักเคยสัญญาไว้ และยังยกระดับขึ้นไปอีกขั้น









