ภาพรวม
Dishonored 2 คือเกมแนว Stealth Action มุมมองบุคคลที่หนึ่ง พัฒนาโดย Arkane Studios และจัดจำหน่ายโดย Bethesda Softworks วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2016 เนื้อเรื่องเกิดขึ้น 15 ปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก โดยติดตามการล่มสลายของ Empress Emily Kaldwin ที่ถูกโค่นล้มโดยผู้แย่งชิงปริศนาซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยพลังมืด ผู้เล่นสามารถเลือกสวมบทบาทเพื่อทวงคืนบัลลังก์ได้ทั้งในฐานะ Emily หรือพ่อของเธออย่าง Corvo Attano ซึ่งเป็น Royal Protector จากภาคแรก โดยต้องเดินทางจากถนนที่หม่นหมองของ Dunwall ไปสู่เมืองชายฝั่งอย่าง Karnaca
Karnaca เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่น คอร์รัปชันทางการเมือง และการระบาดของ Bloodfly ที่เข้ามาแทนที่โรคระบาดหนูจากภาคแรก โลกของเกมให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาในแบบที่ส่งผลต่อระบบการเล่น ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม ทุกตรอกซอกซอย ดาดฟ้า และอพาร์ตเมนต์ที่ถูกล็อกไว้ล้วนมีไอเทมคุ้มค่าให้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็น Rune สำหรับอัปเกรดความสามารถ, ร้านค้า Black Market หรือข้อมูล Lore ที่ช่วยให้เข้าใจโลกของเกมได้ลึกซึ้งขึ้น การเปลี่ยนบรรยากาศจากความหม่นแบบวิกตอเรียนใน Dunwall มาเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนใน Karnaca ทำให้ภาคต่อนี้มีเอกลักษณ์ทางภาพที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
ระบบการเล่นและกลไก
หัวใจหลักของเกมแนว Stealth Action ยังคงถอดแบบมาจากภาคแรก แต่ขยายขอบเขตออกไปอย่างมากตามตัวละครที่คุณเลือก Corvo ยังคงมีสกิลดั้งเดิมอย่าง Blink สำหรับวาร์ประยะสั้น, Possession และ Windblast ส่วนชุดสกิลของ Emily นั้นถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด:

Dishonored 2 content image
- Domino: เชื่อมศัตรูเข้าด้วยกันเพื่อให้การกระทำเดียวส่งผลต่อทุกคน
- Far Reach: สกิลเคลื่อนที่คล้ายการใช้ตะขอเกี่ยว
- Mesmerize: สกิลสะกดจิตศัตรูเป็นกลุ่มเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
- Shadow Walk: แปลงร่างเป็นเงาเพื่อลอบเร้น
- Doppelganger: สร้างร่างแยกเพื่อล่อศัตรู
ตัวละครทั้งสองมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันมากจนการเล่นรอบที่สองด้วยตัวละครอีกตัวให้ความรู้สึกสดใหม่จริงๆ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก ภารกิจสามารถเคลียร์ได้ทั้งแบบ Lethal (สังหาร) หรือ Non-lethal (ไม่สังหาร) และระบบ Chaos จากภาคแรกก็กลับมาด้วย โดยจะคอยติดตามว่าคุณใช้ความรุนแรงมากแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลต่อบทสรุปของเนื้อเรื่องในบางจุด

Dishonored 2 content image
อะไรที่ทำให้การออกแบบฉากของ Dishonored 2 โดดเด่น?
การออกแบบฉากคือสิ่งที่ทำให้ Dishonored 2 แตกต่างจากเกมแนว Stealth อื่นๆ ในยุค 2010s อย่างชัดเจน ด่าน Clockwork Mansion ซึ่งเป็นคฤหาสน์กลไกที่สามารถปรับเปลี่ยนห้องได้เพียงแค่ดึงคันโยก ถือเป็นหนึ่งในด่านที่สร้างสรรค์ที่สุดในเกมแนวนี้ ส่วนภารกิจ Crack in the Slab ให้ผู้เล่นสลับเวลาระหว่างปัจจุบันกับอดีตที่พังทลายของอาคารเดียวกันได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้กลไกนี้ในการไขปริศนาและหลบเลี่ยงศัตรู สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลูกเล่นชั่วคราว แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาอย่างสมบูรณ์ซึ่งคุ้มค่าแก่การลองผิดลองถูกซ้ำหลายรอบ

Dishonored 2 content image
โลกและบรรยากาศ
สถานการณ์ทางการเมืองของ Karnaca สะท้อนถึงธีมหลักของซีรีส์โดยไม่ซ้ำซาก เมืองนี้ถูกควบคุมโดยกลุ่ม Overseers และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ขูดรีดประชากรท้องถิ่น ทำให้โลกของเกมมีมิติมากกว่าแค่ฉากหลัง คอนเทนต์เสริม การเล่าเรื่องผ่านสภาพแวดล้อม และบันทึกต่างๆ ที่เก็บได้ช่วยเติมเต็มรายละเอียดที่ภารกิจหลักไม่ได้กล่าวถึง ผู้เล่นที่สำรวจอย่างละเอียดจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมเมืองนี้ถึงคุ้มค่าที่จะช่วย

Dishonored 2 content image
คอนเทนต์และการเล่นซ้ำ
Dishonored 2 รองรับการเล่นซ้ำได้สูงด้วยโครงสร้างตัวละครหลักสองตัว ระบบ Chaos และความท้าทายแบบ Ghost ที่ให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่เคลียร์ภารกิจโดยไม่ถูกตรวจพบหรือสังหารใครเลย นอกจากนี้ยังมีโหมด "no powers" ที่ปลดล็อกได้โดยการปฏิเสธพลังจาก Outsider ซึ่งเพิ่มความยากและวิธีการเล่นที่ท้าทายขึ้นไปอีกขั้น ส่วนภาคเสริมแบบ Standalone อย่าง Death of the Outsider ที่วางจำหน่ายในปี 2017 ได้สานต่อเรื่องราวของนักฆ่า Billie Lurk พร้อมภารกิจเพิ่มเติมใน Karnaca เมื่อรวมความหลากหลายของภารกิจ ตัวละครหลักทั้งสอง และภาคเสริมเข้าด้วยกัน เกมนี้จึงมีคอนเทนต์แนว Stealth Action ที่เล่นซ้ำได้มากกว่าเกมส่วนใหญ่ในแนวเดียวกันทั้งซีรีส์เสียอีก







