ภาพรวม
Dishonored: Death of the Outsider คือเกมแนว Stealth-action แบบ Standalone ที่พัฒนาโดย Arkane Studios และวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2017 เนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ใน Dishonored 2 ไม่กี่เดือน โดยจะพาผู้เล่นไปติดตามเรื่องราวของ Billie Lurk (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Megan Foster) ที่ได้กลับมาร่วมมือกับนักฆ่าระดับตำนานอย่าง Daud เพื่อทำภารกิจที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ของซีรีส์ นั่นคือการตามล่า Outsider เทพเจ้าผู้ลึกลับที่มีอิทธิพลต่อบทมืดมิดที่สุดของจักรวรรดิ
ตัวเกมยังคงใช้ Void Engine ตัวเดียวกับที่ขับเคลื่อน Dishonored 2 ทำให้เมือง Karnaca ยังคงความดิบเถื่อนและรายละเอียดสถาปัตยกรรมที่แน่นปึ้กแบบที่แฟนซีรีส์คุ้นเคย สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตัวละครหลัก Billie มอบพลังงานที่แตกต่างออกไปจาก Corvo หรือ Emily โดยความสามารถเหนือธรรมชาติของเธอถูกออกแบบมาให้เน้นสไตล์การเล่นที่ตรงไปตรงมาและดุดันกว่าตัวละครก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ระบบเกมเพลย์และกลไก
ชุดสกิลหลักของ Billie จะเน้นไปที่ 3 ความสามารถเหนือธรรมชาติ ซึ่งเข้ามาแทนที่ระบบอัปเกรดด้วย Rune จากภาคก่อนๆ:

Dishonored®: Death of the Outsider™ content image
- Displace: วางจุดมาร์กเกอร์แล้วเทเลพอร์ตไปหาได้ตามใจชอบ
- Foresight: ปล่อยร่างวิญญาณออกไปสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าและแท็กศัตรู
- Semblance: ขโมยใบหน้าของเป้าหมายเพื่อลอบเร้นผ่านพื้นที่ที่มีการเฝ้าระวังโดยไม่ถูกจับได้
ความสามารถเหล่านี้ไม่ต้องใช้ Rune ในการอัปเลเวล ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนที่ตั้งใจทำขึ้นมา ข้อดีคือแต่ละสกิลให้ความรู้สึกที่ใช้งานได้จริงทันที และการไม่มีผังอัปเกรด (Upgrade tree) ทำให้ผู้เล่นโฟกัสไปที่การใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการปั๊ม Stat ส่วนระบบ Contracts หรือภารกิจลอบสังหารเสริมที่กระจายอยู่ตามด่านต่างๆ ก็เป็นเหตุผลชั้นดีให้สายเก็บ Achievement ได้สำรวจทุกซอกทุกมุมของเลเวล

Dishonored®: Death of the Outsider™ content image
การออกแบบด่านถือว่าสมคำร่ำลือ โดยเฉพาะภารกิจปล้นธนาคารช่วงกลางเกมที่ถือเป็นหนึ่งในเลเวลที่ออกแบบมาได้อย่างชาญฉลาดที่สุดเท่าที่ Arkane เคยทำมา ผู้เล่นจะต้องไขปริศนาการเข้าถึงห้องนิรภัยผ่านระบบที่เชื่อมโยงกันหลายชั้น เป็นด่านที่ตอบโจทย์ทั้งสาย Ghost ที่เน้นความเงียบเชียบ และสายบู๊ที่เน้นความโกลาหล (High-chaos) ได้อย่างเท่าเทียมกัน
โลกและบรรยากาศ
Karnaca ยังคงเป็นหนึ่งในเมืองสมมติที่น่าเชื่อถือที่สุดในเกมแนว Action-adventure เมืองนี้มีกลิ่นอายแบบเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งหินที่ถูกแดดเผาและความขัดแย้งทางชนชั้น และ Death of the Outsider ก็ใช้ฉากหลังนี้พาผู้เล่นไปสู่ดินแดนที่แปลกประหลาดกว่าภาคหลัก ทั้งคลับต่อสู้ใต้ดิน ลัทธิมนต์ดำ และตัว Void เองก็มีบทบาทสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความยาวของเกมที่กระชับ (ประมาณ 8 ถึง 10 ชั่วโมงสำหรับการเล่นแบบเน้นเนื้อเรื่อง) ทำให้จังหวะของเกมไม่ยืดเยื้อจนน่าเบื่อ

Dishonored®: Death of the Outsider™ content image
ความกล้าที่จะตีความ Outsider ใหม่ให้เป็นมากกว่าพลังที่ไม่อาจหยั่งถึง ทำให้เนื้อเรื่องมีความลึกซึ้งกว่าที่คาดไว้ การปรากฏตัวของ Daud ช่วยยึดโยงปมของ Billie เข้ากับความสัมพันธ์ที่มีประวัติศาสตร์มาจาก DLC ของ Dishonored 2 แม้ว่าตัวเกมจะสามารถเล่นแยกเป็น Standalone ได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนก็ตาม

Dishonored®: Death of the Outsider™ content image
โหมด OG+ เพิ่มอะไรเข้ามาบ้าง?
Original Game Plus (OG+) ช่วยให้ผู้เล่นสามารถเล่นแคมเปญซ้ำได้โดยนำสกิลบางอย่างจาก Dishonored 2 ติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น Blink, Far Reach, Domino และ Bend Time โหมดนี้ทำมาเพื่อแฟนพันธุ์แท้ที่อยากทดลองคอมโบสกิลแบบที่ตัวเกมหลักไม่มีให้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มเข้ามาที่มีความหมายมากกว่าแค่เรื่องความสวยงาม เพราะการออกแบบด่านนั้นดีพอที่จะรองรับการเล่นซ้ำหลายๆ รอบด้วยชุดสกิลที่แตกต่างกัน
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
Death of the Outsider ถูกออกแบบมาให้สั้นกว่า Dishonored 2 แต่เนื้อหาแน่นมาก ระบบ Chaos ที่คอยติดตามว่าเราเล่นแบบฆ่าหรือไม่ฆ่าส่งผลต่อฉากจบ, Contracts ที่เพิ่มความลึกให้แต่ละภารกิจ และชุดสกิลที่แตกต่างกันระหว่างเกมหลักกับโหมด OG+ ทำให้สายเก็บรายละเอียดมีทางเลือกในการเล่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับผู้เล่นที่ต้องการประสบการณ์ Stealth-action แบบเข้มข้นโดยไม่ต้องเสียเวลาเล่นแคมเปญยาว 20 ชั่วโมง ความยาวระดับนี้ถือเป็นจุดเด่นไม่ใช่ข้อจำกัด








