ภาพรวม
วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2020, DOOM Eternal สานต่อเรื่องราวจาก DOOM (2016) หลังจากกองทัพจากนรกได้กวาดล้างประชากรบนโลกไปแล้วถึง 60% โดย Doom Slayer จะออกปฏิบัติการจากฐานทัพลอยฟ้าที่เรียกว่า Fortress of Doom เพื่อตามล่าเหล่า Hell Priest ทั้งสามตนที่รับใช้ Khan Maykr ผู้ปกครองจากสวรรค์ที่ยอมสละมนุษยชาติเพื่อรักษาอารยธรรมของตนเอง เนื้อเรื่องมีความลึกซึ้งกว่าที่ผู้เล่นส่วนใหญ่คาดคิด โดยดึงเอาทั้งสวรรค์ นรก และพันธสัญญาเก็บเกี่ยววิญญาณโบราณมาเป็นชนวนความขัดแย้งที่ทำให้การอาละวาดของ Slayer ในครั้งนี้ดูมีน้ำหนักมากขึ้นจริงๆ
สิ่งที่ทำให้ DOOM Eternal แตกต่างจากภาคก่อนคือระบบการต่อสู้ที่บีบให้คุณต้อง "บุก" เพื่อฟาร์มทรัพยากร การวิ่งหนีไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีแน่! การใช้ Glory kill ปิดฉากศัตรูที่ติดสถานะ Stagger จะช่วยดรอปเลือด, การใช้ปืนพ่นไฟติดไหล่เผาศัตรูจะช่วยดรอปเกราะ และเลื่อยไฟฟ้า (Chainsaw) ที่มีคูลดาวน์จะช่วยเติมกระสุนให้คุณทันที ทุกการปะทะจึงกลายเป็นพัซเซิลทรัพยากรที่คุณต้องแก้โจทย์ด้วยความเร็วระดับ 60 เฟรมต่อวินาที

เกมเพลย์และระบบ: ระบบต่อสู้ทำงานอย่างไร?
หัวใจหลักของ DOOM Eternal คือการเคลื่อนที่ตลอดเวลาและการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย ปีศาจตัวเล็กๆ อย่าง Imps หรือ Zombies มีไว้เพื่อให้คุณฟาร์มทรัพยากรในขณะที่ต้องรับมือกับตัวโหดๆ อย่าง Marauders หรือ Archviles ที่คอยสูบเลือดคุณ เกมนี้ต้องการให้คุณบริหารจัดการเกจทั้ง 4 อย่างไปพร้อมๆ กับการ Double-dash หลบหลีกไปทั่วอารีน่า

ระบบสำคัญที่นิยามประสบการณ์การเล่น:
- ระบบ Glory kill สำหรับฟื้นฟูเลือด
- การใช้ปืนพ่นไฟเพื่อสร้างเกราะ
- เลื่อยไฟฟ้า (Chainsaw) สำหรับเติมกระสุนตามคูลดาวน์
- จุดอ่อนของปีศาจที่ทำลายได้ (เช่น ปืนติดแขน หรือเครื่องปล่อยโล่)
- ความสามารถ Double Dash สำหรับการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
คลังแสงอาวุธในภาคนี้ขยายตัวขึ้นมากจาก DOOM (2016) โดย Super Shotgun จะมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริม Meat Hook ที่ช่วยให้คุณพุ่งเข้าหาเป้าหมายเหมือนตะขอเกี่ยว เปลี่ยนอาวุธระยะใกล้ให้กลายเป็นเครื่องมือเคลื่อนที่ ปืนทุกกระบอกมีช่องใส่ Mod 2 ช่องพร้อมสายอัปเกรด และชุด Praetor Suit ยังปลดล็อกความสามารถติดตัว (Passive) ได้จากการทำ Combat Challenge และเก็บ Exploration Token ที่ซ่อนอยู่ตามด่านต่างๆ

โลกและบรรยากาศ
แคมเปญครอบคลุมสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่ซากปรักหักพังของเมืองบนโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ ไปจนถึงภายในป้อมปราการนรก วิหารโบราณ และอาณาจักรบนสวรรค์ของ Khan Maykr การออกแบบด่านของ id Software ให้รางวัลแก่การสำรวจด้วยไอเทมลับ ความท้าทายเสริม และของสะสมที่ช่วยขยาย Lore ของ Slayer ตัว Fortress of Doom เองก็ทำหน้าที่เป็น Hub ระหว่างภารกิจ และการหา Sentinel Batteries มาปลดล็อกห้องต่างๆ ก็ช่วยเพิ่มมิติการเล่นระหว่างการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี
ส่วนขยายแคมเปญทั้งสองภาคอย่าง The Ancient Gods Part One และ Part Two จะสานต่อเนื้อเรื่องหลังจากจบเกมหลัก พร้อมแนะนำศัตรูใหม่ อารีน่าใหม่ และปมเนื้อเรื่องที่ปิดฉากความขัดแย้งระหว่างสวรรค์กับนรก ทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน Digital Deluxe Edition พร้อมกับชุดคอสเมติกอีกมากมาย
โหมดมัลติเพลเยอร์และฟีเจอร์สังคม
Battlemode คือโหมดมัลติเพลเยอร์แบบ Asymmetric ของ DOOM Eternal ที่ให้ Doom Slayer หนึ่งคนปะทะกับปีศาจที่ควบคุมโดยผู้เล่นสองคนในรูปแบบ Best-of-five ปีศาจที่เล่นได้มีทั้ง Revenant, Pain Elemental และ Mancubus ซึ่งแต่ละตัวมีความสามารถเฉพาะตัวและสามารถเรียกสมุน AI ออกมาช่วยได้ โหมดนี้เน้นการประสานงานระหว่างผู้เล่นปีศาจทั้งสอง เพราะหากปล่อยให้ Slayer หลุดเดี่ยวไปได้ เขาจะจัดการปีศาจทีละตัวได้ไม่ยากเลย

เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
แคมเปญหลักมีความยาวประมาณ 15 ถึง 20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากและการสำรวจ นอกจากนี้ยังมี Master Levels ที่นำด่านแคมเปญมาปรับแต่งใหม่ให้ยากขึ้นไปอีกระดับสำหรับผู้เล่นที่ต้องการบททดสอบที่โหดกว่าเดิม DOOM Eternal ได้รับเรต ESRB Mature สำหรับเนื้อหาความรุนแรง เลือด และการสังหารที่ดุเดือด รองรับการเล่นบน Windows PC, Xbox, PlayStation 4 และ 5, และ Nintendo Switch เกมนี้ได้คะแนนเฉลี่ย 4.59 จาก 5 ดาว จากการรีวิวบน PlayStation Store กว่า 41,000 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการต่อสู้ของเกมนี้โดนใจผู้เล่นที่ยอมทุ่มเทฝึกฝนแค่ไหน แม้จะมีช่วง Learning curve ที่สูง แต่ผลตอบแทนสำหรับใครที่เข้าใจระบบการจัดการทรัพยากรคือการได้สัมผัสกับหนึ่งในเกมแอ็กชันที่แน่นและมันส์ที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว











