ภาพรวม
Dragonkin: The Banished เป็นเกมแนวแอ็คชั่น RPG แบบ Hack-and-slash ที่ตั้งอยู่ในโลกที่ถูกทำลายล้างโดยมังกร ซึ่งเลือดของพวกมันได้ซึมซาบลงสู่ผืนดินและก่อให้เกิดคลื่นสัตว์ประหลาดที่ถูกสาป ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นหนึ่งในสี่คลาสฮีโร่ โดยแต่ละคนจะดื่มเลือดมังกรเพื่อรับพลังของตนเอง จากนั้นจึงผลักดันฝ่าฝูงศัตรูไปสู่เป้าหมายสุดท้ายคือการกำจัดมังกรบรรพบุรุษทั้งสี่ตัว เกมนี้จะวางจำหน่ายในวันที่ 16 มีนาคม 2026 สำหรับ PC (Steam), PlayStation 5 และ Xbox โดยมีราคาอยู่ที่ $39.99 บน PlayStation
โครงสร้างของเกมจะคุ้นเคยสำหรับแฟนเกมแนวแอ็คชั่น RPG: สังหารศัตรู, เก็บไอเทม (loot), อัปเกรดตัวละครของคุณ และลุยคอนเทนต์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ทำให้ Dragonkin แตกต่างจากเกมแนว Beat-em-up ทั่วไปคือวิธีการนำระบบ Ancestral Grid และเมือง Montescail มาผสมผสานเข้ากับวงจรการเล่นหลัก ทำให้ผู้เล่นมีสองเส้นทางการพัฒนาที่แตกต่างกันให้จัดการไปพร้อมๆ กัน
รูปแบบการเล่นและกลไก: ระบบ Ancestral Grid ทำงานอย่างไร?
Ancestral Grid คือระบบที่โดดเด่นที่สุดของ Dragonkin ฮีโร่ทั้งสี่คนจะมีกริดของตัวเอง ซึ่งผู้เล่นจะวางสกิลที่ได้รับจากการต่อสู้เป็นไอเทม (loot) จากนั้นจึงใส่ตัวปรับแต่ง (modifier) รอบๆ สกิลเหล่านั้นเพื่อเพิ่มพลังหรือเปลี่ยนแปลงเอฟเฟกต์ กริดนี้ไม่ใช่แค่ต้นไม้พรสวรรค์ (talent tree) แบบพาสซีฟ สกิลจะดรอปจากศัตรูเหมือนกับอุปกรณ์ (gear) ซึ่งหมายความว่าการสร้างบิ้วด์ (build-crafting) จะผูกติดโดยตรงกับวิธีการและสถานที่ที่คุณฟาร์ม ทุกช่องสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมที่สุด และจำนวนการผสมผสานสกิลและตัวปรับแต่งที่เป็นไปได้สำหรับฮีโร่ทั้งสี่นั้นมีมากมายมหาศาล

คลาสที่เล่นได้ทั้งสี่คลาสครอบคลุมช่วงการต่อสู้มาตรฐาน:
- Knight: นักสู้ระยะประชิด
- Barbarian: นักสร้างความเสียหายระยะประชิดที่เน้นพลังทำลายล้างสูง
- Oracle: นักร่ายเวทมนตร์ระยะไกล
- Archer: นักโจมตีระยะไกลด้วยอาวุธกายภาพ
แต่ละคลาสมี Ancestral Grid ของตัวเอง, คู่หู Wyrmling ของตัวเอง และเทคนิคการต่อสู้ของตัวเอง ดังนั้นการสลับฮีโร่จึงไม่ใช่แค่การเลือกรูปลักษณ์เท่านั้น

การสร้างเมืองเป็นระบบการพัฒนา
Montescail ตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของวงจรการพัฒนาที่สองของเกม เมืองนี้ถูกอธิบายว่าเป็นปราการสุดท้ายของมนุษยชาติ และจะเติบโตขึ้นเมื่อผู้เล่นลุยแคมเปญไปเรื่อยๆ สามารถอัปเกรดสิ่งก่อสร้าง, ปลดล็อกผู้อยู่อาศัยใหม่ และขยายบริการต่างๆ การอัปเกรดเหล่านี้จะส่งผลย้อนกลับไปสู่การพัฒนาตัวละครโดยการปลดล็อกอุปกรณ์และบริการใหม่ๆ ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงได้หากไม่มี

เมืองนี้ยังเป็นพื้นที่ส่วนกลางในโหมด co-op ผู้เล่นสูงสุด 4 คนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนา Montescail ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจในการก่อสร้างของกลุ่มจะมีผลอย่างแท้จริงเมื่อทั้งปาร์ตี้ได้รับประโยชน์จากผลลัพธ์
ผู้เล่นหลายคนและโหมด co-op: สามารถเล่นทั้งเกมกับเพื่อนได้หรือไม่?
ใช่ การผจญภัยทั้งหมดใน Dragonkin รองรับโหมด co-op ออนไลน์ตั้งแต่ต้นจนจบ โหมด co-op รองรับผู้เล่นสูงสุด 4 คนทางออนไลน์ และทุกคอนเทนต์ ตั้งแต่การมาถึง Montescail ในช่วงเริ่มต้นไปจนถึงกิจกรรมช่วงท้ายเกม สามารถเข้าถึงได้ในโหมดนี้ บน PlayStation 5 จำเป็นต้องมี PS Plus สำหรับการเล่นออนไลน์ โหมด co-op แบบ Local รองรับผู้เล่น 1 ถึง 2 คน

นี่ไม่ใช่เกมที่มองว่าโหมดผู้เล่นหลายคนเป็นเรื่องรอง หรือล็อคโหมด co-op ไว้ในโหมดแยกต่างหาก แคมเปญ, การพัฒนาเมือง และคอนเทนต์ช่วงท้ายเกม ทั้งหมดทำงานในเซสชั่น co-op เดียวกัน ซึ่งทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มที่มองหาประสบการณ์แอ็คชั่น RPG ร่วมกัน
บทสรุป
Dragonkin: The Banished ผสมผสานการต่อสู้แบบ Hack-and-slash เข้ากับระบบการพัฒนาที่แตกต่างกันสองระบบ: การปรับแต่งบิ้วด์ที่ขับเคลื่อนด้วยไอเทม (loot) ของ Ancestral Grid และวงจรการสร้างเมืองที่เน้นที่ Montescail คลาสที่เล่นได้สี่คลาสพร้อมกริดเฉพาะตัว, การรองรับโหมด co-op เต็มรูปแบบตลอดทั้งแคมเปญสำหรับผู้เล่นสูงสุด 4 คน และโลกที่ถูกมังกรสาปที่กำหนดเป้าหมายการเล่าเรื่องที่ชัดเจนให้กับทุกการต่อสู้ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับแฟนเกมแอ็คชั่น RPG ที่ต้องการอะไรทำมากกว่าแค่การต่อสู้ระหว่างรอบ ราคา $39.99 บน PlayStation ควบคู่ไปกับการรองรับข้ามแพลตฟอร์มบน Steam และ Xbox ทำให้เกมนี้เข้าถึงได้สำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ในแนวนี้











