ภาพรวม
Driver เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 1999 โดย Reflections Interactive และจัดจำหน่ายโดย GT Interactive Software ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกมแนว Open-world กำลังเริ่มตั้งไข่ พล็อตเรื่องของเกมนั้นเฉียบคมมาก: John Tanner เจ้าหน้าที่ตำรวจ NYPD ต้องแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรมที่นำโดยชายที่ชื่อ Castaldi โดยใช้ทักษะการขับรถระดับมืออาชีพเพื่อสร้างความเชื่อใจกับเหล่าอาชญากรสุดอันตราย เนื้อเรื่องจะพาผู้เล่นไปสัมผัสกับ 4 เมืองใหญ่ ซึ่งแต่ละเมืองก็มีผังเมืองและโครงสร้างภารกิจที่แตกต่างกันไป นำไปสู่ปมเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารทางการเมืองและการคอร์รัปชันใน FBI
สิ่งที่ทำให้ Driver โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัวคือความมุ่งมั่นในการนำเสนอประสบการณ์การขับรถแบบภาพยนตร์ (Cinematic driving experience) มากกว่าเกมแข่งรถสไตล์ Arcade ทั่วไป ระบบฟิสิกส์ของเกมให้รางวัลกับการขับที่นุ่มนวลและควบคุมได้แม่นยำ แทนที่จะเน้นแค่ความเร็วเพียงอย่างเดียว การควบคุมรถให้ความรู้สึกเหมือนหลุดออกมาจากหนังแอ็กชันตำรวจยุค 1970 มากกว่าเกมแข่งรถทั่วไป ภารกิจในเกมมีความหลากหลาย ตั้งแต่การส่งรถโดยไม่ให้มีรอยขีดข่วน ไปจนถึงการรับบทเป็นคนขับรถหนี (Getaway driver) ในคดีปล้นธนาคาร ซึ่งความหลากหลายนี้เองที่ทำให้เกมไม่รู้สึกจำเจแม้จะมีกลไกการเล่นที่เน้นเฉพาะทางก็ตาม

Driver content image
เกมเพลย์และกลไกของเกม
หัวใจหลักของ Driver คือการควบคุมยานพาหนะแบบเน้นๆ ส่วนของการเดินเท้ามีน้อยมากจนแทบจะไม่มีเลย ซึ่งเป็นการตัดสินใจออกแบบที่ตั้งใจให้ผู้เล่นโฟกัสไปที่การขับรถตลอดเวลา โครงสร้างภารกิจจะมอบหมายเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่ผูกกับภารกิจสายลับของ Tanner และหากทำพลาดบ่อยครั้งก็อาจทำให้ความแตกหรือดึงดูดความสนใจจากตำรวจมากเกินไป

Driver content image
องค์ประกอบสำคัญของเกมเพลย์ประกอบด้วย:
- การขับรถหนีการไล่ล่าของตำรวจ
- ภารกิจส่งรถโดยมีเกณฑ์ความเสียหายกำหนด
- ภารกิจสะกดรอยตามและเฝ้าระวัง
- การไล่ล่าบนท้องถนนกับคู่แข่ง
- ระบบ Felony ที่จะเพิ่มระดับความดุเดือดในการไล่ล่าของตำรวจ
เกจ Felony ทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความตื่นเต้น โดยจะคอยติดตามว่าคุณขับรถดุดันแค่ไหนและดึงดูดความสนใจได้มากเพียงใด หากปล่อยให้เกจนี้สูงเกินไป ตำรวจจะแห่กันมาจนคุณรับมือไม่ไหว การบริหารจัดการเกจนี้ไปพร้อมกับการทำภารกิจให้สำเร็จถือเป็นความท้าทายหลักในทั้ง 4 เมือง

Driver content image
โลกและบรรยากาศในเกม
เมืองทั้ง 4 แห่งใน Driver มีเอกลักษณ์ทางภาพและโครงข่ายถนนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถนนกว้างขวางและเส้นทางเลียบชายฝั่งของ Miami ตัดกับเนินเขาอันโด่งดังของ San Francisco ซึ่งเกมจำลองออกมาได้ดีจนทำให้การไล่ล่าบางช่วงดูสับสนงุนงงอย่างแท้จริง ส่วน Los Angeles ก็เพิ่มโซนทางด่วนที่เปิดโอกาสให้ซิ่งทำความเร็วสูงได้ ในขณะที่โครงข่ายถนนที่หนาแน่นของ New York ก็สร้างฉากไล่ล่าที่บีบคั้นและชวนอึดอัดได้เป็นอย่างดี

Driver content image
เนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงสถานที่เหล่านี้มีความซับซ้อนมากกว่าเกมขับรถส่วนใหญ่ในยุคนั้น การสืบสวนของ Tanner พาผู้เล่นดำดิ่งสู่เครือข่ายแก๊งอาชญากร นักการเมืองฉ้อฉล และเจ้าหน้าที่ FBI จนนำไปสู่แผนการลอบสังหารประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ในท้ายที่สุด Tanner เลือกที่จะช่วยประธานาธิบดีโดยขัดคำสั่งโดยตรง และปฏิเสธที่จะคืนตราตำรวจเพราะสงสัยว่าการคอร์รัปชันได้ลามไปถึงกรมตำรวจของเขาเอง นี่คือบทสรุปของเนื้อเรื่องที่แท้จริง ไม่ใช่แค่หน้าจอขึ้นเครดิตจบเกมทั่วไป
อิทธิพลและตำนาน
Driver เปิดตัวก่อนที่ Grand Theft Auto III จะมาปฏิยามเกมอาชญากรรมแนว Open-world ในปี 2001 ซึ่งอิทธิพลของเกมนี้ที่มีต่อแนวเกมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อมเมืองแบบเปิด ภารกิจอาชญากรรม และโครงสร้างเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ได้วางรากฐานที่เกมรุ่นหลังนำไปต่อยอดอย่างมหาศาล Reflections Interactive ยังคงพัฒนาภาคต่อในซีรีส์ Driver โดยสร้างระบบต่างๆ ขึ้นมาจากสิ่งที่วางไว้ในภาคนี้โดยตรง
เกมนี้วางจำหน่ายบน PlayStation, Windows, macOS และต่อมาบน Xbox ซึ่งเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นจำนวนมากในยุคนั้น ชื่อเสียงของเกมในหมู่แฟนเกมขับรถยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการควบคุมรถและฉากไล่ล่าแบบภาพยนตร์ที่ยังคงให้ความรู้สึกเร้าใจแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ สำหรับผู้เล่นที่สนใจประวัติศาสตร์ของเกมขับรถแบบ Open-world เกม Driver คือจุดเชื่อมโยงสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแนวเกมนี้พัฒนามาอย่างไรก่อนที่การออกแบบสไตล์ Sandbox จะกลายเป็นมาตรฐานหลักในปัจจุบัน


