ภาพรวม
Enslaved: Odyssey to the West คือเกมแนว Action-Adventure มุมมองบุคคลที่สาม พัฒนาโดย Ninja Theory และจัดจำหน่ายโดย Namco Bandai Games วางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2010 ตัวเกมมีฉากหลังเป็นโลกอนาคตหลังหายนะในอเมริกาช่วงประมาณ 150 ปีให้หลังสงครามโลกครั้งใหญ่ เนื้อเรื่องติดตามการเดินทางของ Monkey และ Trip สองผู้รอดชีวิตที่มีเป้าหมายต่างกันสุดขั้วแต่ต้องจำใจมาร่วมมือกัน โลกในเกมเต็มไปด้วยความเขียวขจีของธรรมชาติที่กลับมายึดครองพื้นที่ แต่ก็ยังแฝงไปด้วยอันตรายจากกองทัพเครื่องจักรสงครามที่ยังคงทำตามโปรแกรมเดิมโดยไม่มีใครมาสั่งหยุด
พล็อตเรื่องของเกมได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากวรรณกรรมจีนคลาสสิกศตวรรษที่ 16 เรื่อง Journey to the West (ไซอิ๋ว) โดยนำมาปรับเข้ากับธีม Sci-fi ได้อย่างลงตัว Alex Garland มือเขียนบทชื่อดังจาก 28 Days Later และ Ex Machina เป็นผู้รับหน้าที่เขียนบท ทำให้เนื้อเรื่องมีความลึกและจังหวะการเล่าเรื่องที่หาได้ยากในเกมแนวนี้ นอกจากนี้ยังได้ Andy Serkis เจ้าพ่อ Motion-capture ผู้อยู่เบื้องหลังบท Gollum และ Caesar มาเป็นทั้งนักแสดงและผู้กำกับท่าทางให้กับ Monkey ในขณะที่ Lindsey Shaw รับหน้าที่ให้เสียงพากย์และแสดงท่าทางให้กับ Trip ผลลัพธ์ที่ได้คือการแสดงของตัวละครที่แบกเกมไว้ได้อยู่หมัด แม้ในจังหวะที่ระบบเกมเพลย์อาจจะดูเรียบง่ายไปบ้าง
ระบบเกมเพลย์และกลไก (Gameplay and mechanics)
Enslaved ผสมผสานทั้งการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง (Platforming), การต่อสู้ (Combat) และการแก้ปริศนา (Puzzle-solving) เข้าด้วยกันผ่านด่านที่เป็นเส้นตรง Monkey รับหน้าที่สายลุย ทั้งปีนป่าย กระโดด และฟาดฟันกับกองทัพหุ่นยนต์ (Mechs) ในขณะที่ Trip คอยสนับสนุนผ่านเทคโนโลยี Headband ของเธอ หัวใจหลักของเกมคือการร่วมมือกัน:

- Monkey ปีนป่ายและเปิดทางให้ Trip
- Trip แฮ็กระบบและเปิดเส้นทางใหม่ๆ
- การต่อสู้ด้วย Plasma rifle เพื่อจัดการกับเหล่า Mechs
- ปริศนาในฉากที่ต้องใช้ความสามารถของทั้งสองตัวละคร
- การอัปเกรด Headband เพื่อขยายขีดความสามารถของ Monkey
ระบบต่อสู้ถูกออกแบบมาให้เข้าใจง่าย Monkey สามารถสตัน (Stun), ทุ่ม (Slam) และยิงเหล่า Mechs ได้ แต่ตัวเกมก็ไม่เคยปล่อยให้ฉากต่อสู้มากลบเนื้อเรื่องหลัก ส่วนของ Platforming ก็ทำออกมาเป็นมิตร มีจุดให้เกาะเยอะและไม่ลงโทษผู้เล่นจนเกินไปหากกะจังหวะกระโดดพลาด ทำให้เกมไหลลื่นและสนุกต่อเนื่อง

โลกและบรรยากาศ (World and setting)
โลกหลังหายนะใน Enslaved แตกต่างจากเกมแนวเดียวกันที่มักจะเต็มไปด้วยฝุ่นควันสีเทาๆ เพราะที่นี่ธรรมชาติได้กลับมายึดครองตึกระฟ้าและทางหลวงตลอดหลายสิบปีที่ถูกทิ้งร้าง ทำให้สภาพแวดล้อมดูสวยงามแต่ก็แฝงความวังเวงไปพร้อมกัน ภาพของมหานครนิวยอร์กที่พังทลายภายใต้ร่มไม้ หรือหุ่นยนต์สนิมเขรอะที่ถูกเถาวัลย์ปกคลุม ทั้งหมดนี้เล่าเรื่องราวความล่มสลายได้โดยไม่ต้องใช้บทสนทนาแม้แต่คำเดียว
ความขัดแย้งระหว่างความสวยงามของธรรมชาติและภัยคุกคามจากเครื่องจักรคือเอกลักษณ์ทางภาพของเกมนี้ โลกในเกมให้ความรู้สึกว่ามีชีวิตและมีรายละเอียดเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่ฉากหลังสำหรับฉากแอ็กชันเท่านั้น

เนื้อเรื่องและตัวละคร
ความสัมพันธ์ระหว่าง Monkey และ Trip คือเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อน Enslaved ไปข้างหน้า ในช่วงต้นเกม Trip บังคับให้ Monkey สวม Headband ซึ่งหมายความว่าถ้าเธอตาย เขาก็ต้องตายตามไปด้วย ทำให้ความสัมพันธ์นี้เกิดจากการถูกบังคับมากกว่าความไว้ใจ การได้เห็นความสัมพันธ์นี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปตลอดทั้งเกมคือจุดที่บทของ Garland โดดเด่นที่สุด
Serkis ถ่ายทอดความเป็น Monkey ออกมาผ่านท่าทางได้อย่างสมจริง และงานแอนิเมชันใบหน้าซึ่งถือว่าล้ำสมัยมากในปี 2010 ช่วยสื่อสารความรู้สึกที่บทพูดไม่ได้บอกออกมา ตัวเกมเคารพต้นฉบับโดยไม่ยึดติดจนเกินไป โดยใช้ Journey to the West เป็นโครงสร้างหลักมากกว่าการดัดแปลงแบบฉากต่อฉาก
อิทธิพลและมรดกของเกม
Enslaved วางจำหน่ายในช่วงที่เกมแนว Action ที่เน้นเนื้อเรื่องกำลังเริ่มตั้งไข่ และเกมนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการแสดงของตัวละครและการเขียนบทนั้นสำคัญพอๆ กับการออกแบบเกมเพลย์ แนวทางของ Ninja Theory ที่เน้นการเล่าเรื่องที่กินใจภายใต้กรอบของเกม Action-Adventure ได้ปูทางไปสู่ผลงานชิ้นเอกอย่าง Hellblade: Senua's Sacrifice ในเวลาต่อมา สำหรับใครที่ชอบเกมผจญภัยเนื้อเรื่องเข้มข้นและธีมโลกหลังหายนะ Enslaved ยังคงเป็นเกมระดับขึ้นหิ้งที่คุ้มค่าแก่การหามาเล่นบน PC ผ่าน Steam หรือบนคอนโซล







