ภาพรวม
FIFA 16 ถือเป็นหนึ่งในภาคที่เน้นเรื่องระบบการเล่น (Mechanics) อย่างจริงจังที่สุดในซีรีส์เกมฟุตบอลระดับตำนานจาก EA Sports โดยเป้าหมายหลักของทีมพัฒนา EA Canada ในภาคนี้คือ "ความสมดุล" ทั้งการปรับปรุงเกมรับให้แน่นขึ้น การเพิ่มความสำคัญให้กับแดนกลาง และการลดโอกาสการเสียประตูแบบง่ายๆ (Cheap goals) ที่เคยเป็นปัญหาในภาคก่อนๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือเกมที่ให้รางวัลกับผู้เล่นที่ใจเย็นและรู้จักการยืนตำแหน่ง (Positioning) มากกว่าแค่การเน้นใช้ความเร็ว (Pace) เพียงอย่างเดียว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั้งในเกมรุกและเกมรับ ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังได้รับการปรับปรุงระบบการติดตาม (Tracking) และการจัดระเบียบร่างกาย ทำให้กองหน้าฝั่งตรงข้ามจะวิ่งทะลุแนวรับสุดท้ายไปได้ยากขึ้น ส่วนในแดนกลาง เส้นทางการจ่ายบอล (Passing lanes) จะถูกบีบให้กดดันมากขึ้น การครองบอลจึงต้องใช้ความคิดและการวางแผนมากกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ FIFA 16 กลายเป็นเกมที่ช้าลง แต่มันทำให้เกมมีความรอบคอบและต้องใช้ชั้นเชิงมากขึ้นต่างหาก

FIFA 16 content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจสำคัญของ FIFA 16 ถูกสร้างขึ้นบนเสาหลัก 3 ประการที่ EA Canada ตั้งใจออกแบบมาโดยเฉพาะ:

FIFA 16 content image
- ความมั่นใจในเกมรับ (Confidence in defending)
- การคุมเกมในแดนกลาง (Control in midfield)
- จังหวะมหัศจรรย์ในเกมรุก (Moments of magic in attack)
เกมรับได้รับการปรับปรุงมากที่สุด ผู้เล่นสามารถใช้ระบบ Defensive block แบบใหม่ที่อ่านทิศทางการจ่ายบอลและวิถีการยิงได้แม่นยำขึ้น รวมถึงระบบ Jockeying (การประคองตัว) ที่ถูกอัปเกรดให้การดวลตัวต่อตัวมีความซับซ้อนและสนุกกว่าเดิม ส่วนการปะทะในแดนกลางก็มีความหมายมากขึ้น การตัดบอลและการกดดัน (Pressure) ส่งผลต่อจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้ชัดเจนกว่าภาคก่อนๆ
นอกจากนี้ยังมี FIFA Trainer ซึ่งเป็นระบบ HUD (Heads-up display) ที่ช่วยสอนทักษะตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ระหว่างแข่ง โดยจะแสดงปุ่มกดและจังหวะที่ควรทำตามสถานการณ์ในสนาม ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับผู้เล่นระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลาง แทนที่จะเป็นแค่โหมดสอนเล่นที่ถูกซ่อนไว้ในเมนูเพียงอย่างเดียว
อะไรที่ทำให้ FIFA 16 แตกต่างจากภาคก่อน?
สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการเพิ่มทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติเข้ามาถึง 12 ทีม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของซีรีส์นี้ โดยมีทั้งทีมชาติสหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, บราซิล, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, สเปน, สวีเดน, เม็กซิโก และญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละทีมมาพร้อมกับรายชื่อผู้เล่นที่ถูกต้องแม่นยำ แม้ว่าจะแยกอยู่ในโหมดเฉพาะของตัวเองไม่ได้รวมอยู่ใน Career Mode หลัก แต่การเพิ่มเข้ามานี้ถือเป็นก้าวสำคัญของแฟรนไชส์เลยทีเดียว

FIFA 16 content image
นอกจากนี้ FIFA 16 ยังปรับปรุงระบบฟิสิกส์การปะทะที่ส่งผลต่อการบังบอล (Shielding) และการโหม่งแย่งบอล การดวลลูกกลางอากาศมีการเบียดปะทะที่สมจริงขึ้น และการบังบอลบนพื้นต้องอาศัยการยืนตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่แค่กดปุ่มค้างไว้เฉยๆ ซึ่งแม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในเชิงทฤษฎี แต่เมื่อรวมกันแล้วส่งผลต่ออรรถรสในการเล่นตลอดทั้งแมตช์อย่างเห็นได้ชัด
คอนเทนต์และความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
FIFA 16 มาพร้อมกับโหมดมาตรฐานที่แฟนเกมคุ้นเคยกันดี โหมด Ultimate Team กลับมาพร้อมกับระบบสะสมการ์ดและสร้างทีม (Squad-building) ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ผู้เล่นติดหนึบในระยะยาว ส่วน Career Mode ก็มีให้เลือกทั้งแบบเล่นเป็นนักเตะหรือเป็นผู้จัดการทีม ให้คุณได้สร้างสโมสรในฝันผ่านหลายฤดูกาล หรือปั้นนักเตะที่สร้างขึ้นเองให้กลายเป็นตำนาน
เกมรองรับทั้งบน PlayStation, Xbox, Windows PC, Android และ iOS โดยเวอร์ชันมือถือจะย่อส่วนลงมาแต่ยังคงมอบประสบการณ์ฟุตบอลที่ครบเครื่อง นอกจากนี้ยังมีโหมด Online seasons และ Co-op ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการแข่งขัน และการมีทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติก็ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจับคู่แข่งใหม่ๆ นอกเหนือจากโครงสร้างสโมสรฟุตบอลแบบเดิมๆ

FIFA 16 content image
งานภาพและเสียง
FIFA 16 ขับเคลื่อนด้วย Ignite engine ของ EA ซึ่งโมเดลนักเตะและสภาพแวดล้อมในสนามทำออกมาได้ดีมากบนฮาร์ดแวร์ยุคปัจจุบัน แอนิเมชันของกองเชียร์และสภาพแสงจะแตกต่างกันไปตามสนามแต่ละแห่ง ส่วนการนำเสนอในรูปแบบการถ่ายทอดสดก็ยังคงทำได้ดีเหมือนภาคก่อนๆ พร้อมเสียงพากย์อัปเดตจาก Martin Tyler และ Alan Smith งานด้านเสียงในสนาม โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศกองเชียร์ในช่วงเวลาตึงเครียด ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการสร้างอารมณ์ร่วม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ตัดสินว่าเกมฟุตบอลจะสนุกหรือน่าเบื่อ



