ภาพรวม
Grim Fandango เปิดตัวโดย LucasArts ในเดือนตุลาคม 1998 ถือเป็นเกมแนว point-and-click adventure ที่มีความทะเยอทะยานที่สุดของสตูดิโอ โดยมี Tim Schafer รับหน้าที่เขียนบทและกำกับ เกมนี้พาเราไปสู่ Land of the Dead ติดตามเรื่องราวของ Manuel "Manny" Calavera พนักงานขายแพ็กเกจเดินทางสำหรับวิญญาณผู้ล่วงลับที่ทำงานใน Department of Death จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงความน่าเบื่อหน่ายในที่ทำงาน กลับกลายเป็นเรื่องราวสมคบคิดสไตล์นัวร์ (noir) สุดเข้มข้น ทั้งตั๋วที่ถูกขโมย เจ้าพ่อมาเฟีย และการไล่ล่าข้ามโลกหลังความตายที่กินเวลายาวนานถึง 4 ปี
เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 4 องก์ โดยแต่ละองก์จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายนของแต่ละปีต่อเนื่องกัน โครงสร้างนี้ช่วยให้เนื้อเรื่องมีน้ำหนักและทำให้โลกในเกมดูมีชีวิตชีวาและเปลี่ยนแปลงไปตาม Manny แทนที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ บทพูดในเกมนั้นเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด ความหม่นหมอง และตัวละครที่น่าจดจำ ตั้งแต่ Glottis ปีศาจขับรถที่คลั่งไคล้ความเร็ว ไปจนถึง Salvador Limones นักปฏิวัติผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า แทบไม่มีเกมยุคไหนที่เทียบชั้นคุณภาพบทของ Grim Fandango ได้เลย
ระบบเกมและกลไก
Grim Fandango ใช้ระบบการเล่นแบบคลาสสิก point-and-click adventure ที่เน้นการแก้ปริศนาด้วยไอเทมในช่องเก็บของ (inventory puzzles) และการเลือกตอบบทสนทนา (dialogue trees) แม้จะมีการตัดสินใจที่แปลกใหม่ด้วยการใช้ระบบ tank controls แทนการคลิกเมาส์โดยตรงกับฉาก ผู้เล่นจะต้องบังคับ Manny สำรวจสถานที่ที่ออกแบบมาอย่างละเอียด เก็บไอเทม และนำมาผสมผสานกันเพื่อแก้ปริศนา ซึ่งมีตั้งแต่ตรรกะทั่วไปไปจนถึงการคิดนอกกรอบแบบสุดๆ

Grim Fandango content image
องค์ประกอบหลักของเกมเพลย์ประกอบด้วย:
- การแก้ปริศนาโดยใช้ไอเทมในช่องเก็บของ
- การโต้ตอบกับตัวละครผ่านบทสนทนา
- การสำรวจฉากใน 4 พื้นที่ที่แตกต่างกัน
- ระบบการเคลื่อนที่แบบ tank controls
- เนื้อเรื่องที่ดำเนินไปตามช่วงเวลาหลายปี
การออกแบบปริศนาสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของ LucasArts ที่ท้าทายให้ผู้เล่นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยไม่ทำให้เกิดทางตันที่น่าหงุดหงิดเหมือนเกมแนว adventure ของ Sierra ในยุคเดียวกัน แม้บางปริศนาจะดูซับซ้อนจนชวนปวดหัวไปบ้าง แต่เกมก็ไม่เคยลงโทษความอยากรู้อยากเห็นของผู้เล่นเลย

Grim Fandango content image
โลกและบรรยากาศ
Land of the Dead ใน Grim Fandango ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายของชาวแอซเท็ก ผสมผสานกับสุนทรียศาสตร์แบบภาพยนตร์นัวร์ยุค 1930 El Marrow เมืองที่ Manny ทำงานอยู่ให้ความรู้สึกเหมือนเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยการทุจริตและแก๊งมาเฟีย ส่วน Rubacava ที่เขาไปเปิดไนต์คลับในภายหลัง ก็ให้บรรยากาศเหมือนเมืองท่าในยุคแจ๊สที่คละคลุ้งไปด้วยอาชญากรรมและความรู้สึกว่างเปล่าในจิตใจ

Grim Fandango content image
แต่ละพื้นที่ทั้ง 4 แห่งที่ Manny เดินทางผ่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเดินทางจากเมืองแห่งระบบราชการ สู่ไนต์คลับริมทะเล เหมืองปะการังอุตสาหกรรม ไปจนถึงประตูสู่ Ninth Underworld สะท้อนถึงการตกต่ำและการเผชิญหน้ากับชะตากรรมของตัวเอกสไตล์นัวร์คลาสสิก โลกในเกมนี้มีความเหนียวแน่นและสมจริงในแบบที่เกม open-world ทุนสร้างมหาศาลหลายเกมยังทำไม่ได้

Grim Fandango content image
งานภาพและเสียง
Grim Fandango เป็นหนึ่งในเกม adventure แรกๆ ของ LucasArts ที่เปลี่ยนมาใช้โมเดลตัวละคร 3D วางบนฉากหลังแบบ pre-rendered ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนการแสดงละครหุ่นเชิดที่เข้ากับเนื้อหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ การออกแบบตัวละครโครงกระดูกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณี Day of the Dead ของเม็กซิโก ยังคงมีความโดดเด่นแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 3 ทศวรรษแล้วก็ตาม
ดนตรีประกอบโดย Peter McConnell ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยผสมผสานดนตรีแจ๊สวงใหญ่ จังหวะลาติน และดนตรีออร์เคสตราที่ให้ความรู้สึกหม่นๆ เพื่อให้เข้ากับอารมณ์ของแต่ละสถานที่ แค่เพลงธีมไนต์คลับใน Rubacava ก็คุ้มค่าที่จะเล่นแล้ว การพากย์เสียงในเกมทำออกมาได้เฉียบคมและเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะ Manny ที่พากย์โดย Tony Plana ซึ่งแบกรับอารมณ์ของทั้งเกมไว้ได้อย่างอยู่หมัด
อิทธิพลและมรดก
Grim Fandango ได้รับคำชมอย่างล้นหลามเมื่อตอนเปิดตัวและกวาดรางวัล Game of the Year ประจำปี 1998 มาครองได้หลายรางวัล แต่กลับมียอดขายที่ไม่ดีนักจนทำให้ LucasArts แทบจะทิ้งแนวเกม adventure ไปหลังจากนั้น เวอร์ชัน remastered ที่วางจำหน่ายในปี 2015 ได้อัปเดตระบบการควบคุมและเพิ่มบทวิจารณ์จากผู้พัฒนา ทำให้เกมเข้าถึงได้ง่ายขึ้นโดยไม่เสียอรรถรสเดิมไป
อิทธิพลของเกมที่มีต่อเกมแนว narrative adventure นั้นเห็นได้ชัดเจนในสตูดิโอแทบทุกแห่งที่ทำเกมแนวนี้ ตั้งแต่ Telltale Games ไปจนถึงผลงานต่อๆ มาของ Double Fine เอง สำหรับใครที่จริงจังกับประวัติศาสตร์ของเกม point-and-click adventure หรือการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ในเกม Grim Fandango ยังคงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่ารูปแบบเกมนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง


