ภาพรวม
Hitman 2 คือเกมแนว Stealth (ลอบเร้น) มุมมองบุคคลที่สาม พัฒนาโดย IO Interactive และจัดจำหน่ายโดย WB Games วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2018 ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Agent 47 นักฆ่าที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งได้รับภารกิจให้ไปกำจัดเป้าหมายระดับสูงในพื้นที่ Sandbox ทั้งหมด 6 แห่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เกมนี้ดำเนินเรื่องราวต่อจากภาค HITMAN (2016) โดยตรง โดยยังคงระบบเดิมไว้พร้อมเสริมกลไกใหม่ๆ และเนื้อเรื่องที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
เนื้อเรื่องติดตามการไล่ล่า Shadow Client ปริศนาของ 47 ในนามของ Providence องค์กรลับที่คอยบงการโลกอยู่เบื้องหลัง เพื่อแลกกับการตามหาตัวบุคคลลึกลับนี้ Providence สัญญาว่าจะเปิดเผยที่มาที่ไปของ 47 ทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าติดตามมากกว่าแค่การทำภารกิจไปวันๆ พล็อตเรื่องเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตัวตนของแต่ละคนเริ่มคลุมเครือและฝ่ายต่างๆ เริ่มเปลี่ยนจุดยืน

เกมเพลย์และกลไกของเกม
หัวใจหลักของ Hitman 2 คือการลอบสังหารอย่างสร้างสรรค์ ในแต่ละภารกิจ Agent 47 จะถูกส่งลงไปยังพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มี NPC พลุกพล่าน พร้อมเป้าหมายที่ต้องกำจัด โดยผู้เล่นมีอิสระเกือบเต็มที่ในการหาวิธีจัดการเป้าหมาย เกมนี้ให้รางวัลกับผู้เล่นที่รู้จักวางแผน มีความอดทน และใช้ไหวพริบมากกว่าการเน้นปฏิกิริยาตอบสนอง (Reflexes)

กลไกสำคัญประกอบด้วย:
- ระบบปลอมตัว (Disguise) พร้อมระบบติดตามความสงสัยของ NPC
- กระเป๋าเอกสาร (Briefcase) สำหรับซ่อนอาวุธขนาดใหญ่
- การเนียนไปกับฝูงชน (Crowd blending) ในพื้นที่สาธารณะ
- โหมดสัญชาตญาณ (Instinct mode) สำหรับตรวจจับเป้าหมายและภัยคุกคาม
- โหมด Sniper Assassin แบบ Co-op
กระเป๋าเอกสารเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจากภาคก่อน ช่วยให้ 47 สามารถพกปืนสไนเปอร์หรือไอเทมขนาดใหญ่เดินไปทั่วฉากได้โดยไม่ทำให้เกิดการตื่นตระหนก ส่วนระบบการเนียนไปกับฝูงชนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ช่วยให้ 47 สามารถกลมกลืนไปกับกลุ่มคน ทำให้สภาพแวดล้อมในเมืองดูมีชีวิตชีวาและใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ฉากประดับ

โลกและฉากในเกม
สถานที่หลักทั้ง 6 แห่งมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อย่างน่าทึ่ง ฉาก Miami พา 47 ไปอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน Formula 1 ที่มี NPC นับหมื่นคนในสนาม ส่วน Whittleton Creek จะพาไปพบกับย่านชานเมืองอเมริกันที่ดูสมบูรณ์แบบ แต่กลับซ่อนอันตรายไว้หลังรั้วบ้านสีขาว และภารกิจในป่าฝนที่ Colombia ที่มีความหนาทึบ มืดมิด และกดดันในแบบที่ฉาก Miami สดใสๆ ให้ไม่ได้
ทุกสภาพแวดล้อมถูกออกแบบมาให้มีจุดเข้าถึงหลายทาง โอกาสในการปลอมตัว และรูทีนของ NPC ที่ 47 สามารถใช้ประโยชน์ได้ การเล่นซ้ำในฉากเดิมจะทำให้ผู้เล่นค้นพบเส้นทางและโอกาสใหม่ๆ ที่อาจไม่เห็นในการเล่นรอบแรก การออกแบบฉากที่ซับซ้อนแบบนี้เองที่ทำให้ Hitman 2 แตกต่างจากเกมอื่นๆ ที่แค่โยนเป้าหมายกับปืนมาให้ผู้เล่น
คอนเทนต์และการเล่นซ้ำ
Hitman 2 ถือเป็นหนึ่งในเกมที่เล่นซ้ำได้คุ้มค่าที่สุดในแนวนี้ แต่ละภารกิจรองรับระบบ Challenge, Escalation Contracts และ Elusive Targets ซึ่งเป็นภารกิจลอบสังหารแบบจำกัดเวลาที่จะปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่วนโหมด Ghost Mode (มัลติเพลเยอร์ที่ปัจจุบันปิดให้บริการไปแล้ว) เคยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสองคนแข่งกันทำภารกิจกำจัดเป้าหมายเดียวกันบนแผนที่เดียวกันโดยไม่ต้องปะทะกันโดยตรง
Gold Edition มาพร้อมกับ Expansion Pass สองชุดที่ครอบคลุมภารกิจเนื้อเรื่อง แผนที่ และชุดใหม่ๆ ผู้เล่นที่มีเกม HITMAN (2016) อยู่แล้วยังสามารถนำสถานที่จากภาคเก่ามาเล่นใน Hitman 2 ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณคอนเทนต์เป็นสองเท่า นอกจากนี้ยังมีแผนที่ Sniper Assassin ที่เพิ่มประสบการณ์การเล่นแบบ Co-op ให้ผู้เล่นสองคนช่วยกันเล็งยิงระยะไกลจากจุดที่กำหนด

Hitman 2 คุ้มค่าที่จะเล่นสำหรับคอเกมลอบเร้นหรือไม่?
สำหรับใครที่จริงจังกับเกมแนว Stealth เกม Hitman 2 ถือว่าอยู่ระดับท็อปของแนวนี้ การออกแบบการลอบสังหารแบบ Sandbox ให้อิสระแก่ผู้เล่นอย่างแท้จริง และคุณภาพของฉากในแคมเปญก็อยู่ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะฉาก Miami ที่ถือเป็นการออกแบบฉากแบบ Open-level ที่ดีที่สุดเท่าที่ IO Interactive เคยทำมา ด้วยรูทีนของเป้าหมายที่เคลื่อนไหวไปตามอีเวนต์การแข่งรถได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเป็นสคริปต์จนเกินไป ระบบ Challenge ของเกมยังช่วยให้ผู้เล่นที่เชี่ยวชาญยังคงสนุกได้แม้จะจบเกมไปแล้ว และการที่สามารถนำคอนเทนต์จากภาค 2016 มาเล่นต่อได้ ทำให้เกมนี้เป็นหนึ่งในประสบการณ์ Stealth ที่อัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์มากที่สุดในขณะนี้











