ภาพรวม
Hitman: Absolution เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2012 ในฐานะจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแฟรนไชส์ จากเดิมที่ภาคก่อนๆ จะให้แค่แฟ้มข้อมูลและพื้นที่แบบ Sandbox กับ Agent 47 แต่ในภาค Absolution นี้ได้นำเกมเพลย์การลอบสังหารมาผูกเข้ากับเนื้อเรื่องที่เข้มข้น Agent 47 ถูกหักหลังโดย Agency องค์กรที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา เรื่องราวจะพาเราไปสัมผัสกับอเมริกาในมุมมืดที่เต็มไปด้วยแสงนีออน ในขณะที่เขาต้องออกตามหาบางสิ่งที่สำคัญกว่าค่าจ้าง นั่นคือการไถ่บาป
Io-Interactive สร้างเกมนี้ขึ้นมาใหม่หมดด้วยเอนจิน Glacier 2 ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดด้านงานภาพที่สำคัญมากสำหรับปี 2012 สภาพแวดล้อมในเกมดูสมจริงและมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยตัวละครที่มีบทสนทนาและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่ NPC เดินผ่านไปมาเหมือนเกมอื่น การนำเสนอแบบภาพยนตร์ได้รับอิทธิพลมาจากหนังแนว Noir Thriller ทำให้บรรยากาศโดยรวมของเกมดูเหมือนลูกผสมระหว่างภาพยนตร์ของพี่น้อง Cohen กับนิยายอาชญากรรมสุดดาร์ก

Hitman: Absolution™ content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจหลักของ Absolution คือแนว Stealth-Action (ลอบเร้นและแอ็กชัน) แต่เครื่องมือต่างๆ ที่ Agent 47 มีให้ใช้ช่วยให้ผู้เล่นมีความยืดหยุ่นในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ ระบบปลอมตัว (Disguise system) ช่วยให้คุณสวมรอยเป็นใครก็ได้ที่คุณจัดการไป แล้วเดินผ่านพื้นที่หวงห้ามโดยเนียนไปกับพวกการ์ด คนงาน หรือชาวบ้าน แต่มันก็ไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าจ้องตากับคนที่จำหน้าคุณได้นานเกินไป ความแตกแน่นอน ทำให้คุณต้องคอยระวังตำแหน่งการยืนอยู่ตลอดเวลา

Hitman: Absolution™ content image
ระบบหลักๆ ที่น่าสนใจ:
- Instinct Mode สำหรับคาดการณ์เส้นทางลาดตระเวนของศัตรู
- ระบบปลอมตัว (Disguise system) พร้อมเกจตรวจจับความสงสัย
- การสังหารด้วยสภาพแวดล้อม (Environmental kills) โดยใช้สิ่งของและกับดัก
- ระบบยิงต่อสู้แบบเข้าที่กำบัง (Cover-based gunplay) สำหรับการปะทะโดยตรง
- Point Shooting สำหรับการเล็งยิงเป้าหมายหลายจุดพร้อมกันอย่างแม่นยำ
Instinct Mode ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยหลักของเกม มันจะไฮไลต์ตำแหน่งศัตรูผ่านกำแพง บอกเส้นทางลาดตระเวน และเป็นพลังงานสำหรับ Point Shooting ซึ่งเป็นระบบที่ให้คุณล็อกเป้าหมายหลายตัวแล้วจัดการรวดเดียวจบ การใช้ Instinct จะกินเกจพลังงานซึ่งต้องอาศัยการเล่นที่เก่งกาจเพื่อเติมกลับมา ดังนั้นการพึ่งพามันตลอดเวลาจึงไม่ใช่กลยุทธ์ระยะยาวที่ดีนัก
อะไรที่ทำให้ Absolution ต่างจากเกม Hitman ภาคอื่น?
Absolution เป็นภาคที่เน้นเนื้อเรื่องเข้มข้นที่สุดในซีรีส์ Hitman ซึ่งความแตกต่างนี้ส่งผลต่อโครงสร้างของเกมทั้งหมด ด่านต่างๆ จะมีความเป็นเส้นตรงมากกว่าภารกิจแบบ Sandbox ใน Blood Money หรือไตรภาค World of Assassination แต่ละบทจะดำเนินเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ แทนที่จะปล่อยให้ Agent 47 อยู่ในพื้นที่เป้าหมายแบบอิสระ ทำให้จังหวะการเล่น (Pacing) รู้สึกใกล้เคียงกับเกมแอ็กชันมุมมองบุคคลที่สามมากกว่าจะเป็นเกมลอบสังหารแบบ Sandbox จ๋าๆ

Hitman: Absolution™ content image
ตัวเลือกการออกแบบนี้ทำให้ฐานแฟนคลับแตกออกเป็นสองฝั่งตั้งแต่ตอนเปิดตัว และข้อถกเถียงก็ยังไม่จบลงเสียที ผู้เล่นที่ชอบการแก้ปริศนาลอบเร้นแบบอิสระรู้สึกว่าทางเดินที่แคบลงนั้นจำกัดเกินไป ในขณะที่คนที่ชอบประสบการณ์การเล่าเรื่องผ่านตัวละครกลับมองว่า Absolution มอบสิ่งที่แฟรนไชส์นี้ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการให้เราเห็น Agent 47 ในมุมที่มีอะไรให้เสียมากกว่าแค่ชื่อเสียงในวิชาชีพ
โลกและบรรยากาศ
อเมริกาในเกมนี้ถูกจงใจทำให้ดูเกินจริง เต็มไปด้วยนายอำเภอขี้ฉ้อ พวกคลั่งศาสนา และตัวประหลาดในคณะละครสัตว์ ซึ่งผลักดันให้โทนของเกมกลายเป็นการเสียดสีสังคมแบบดาร์กๆ มันไม่ใช่โลกที่สมจริง และ Io-Interactive ก็ไม่ได้พยายามทำให้มันสมจริง การกำกับศิลป์เน้นไปที่ความแปลกประหลาดและดูเป็นละคร ซึ่งทำให้แต่ละสภาพแวดล้อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ว่าระบบการลอบเร้นพื้นฐานจะยังคงเดิมก็ตาม
ความสำเร็จทางเทคนิค
Glacier 2 ถือเป็นก้าวสำคัญทางเทคนิคของ Io-Interactive ตัวเอนจินสามารถจัดการการจำลองฝูงชน แสงสีแบบไดนามิก และ AI ของตัวละครในแบบที่ทำให้ Absolution กลายเป็นหนึ่งในเกม PC ที่กินสเปกมากที่สุดในปี 2012 AI มีการตอบสนองต่อเสียง มุมมอง และพฤติกรรมของผู้เล่นอย่างละเอียดอ่อนกว่าเกมในยุคเดียวกัน และศัตรูที่เห็นพฤติกรรมน่าสงสัยจะเลือกเข้ามาตรวจสอบก่อนที่จะยกระดับไปสู่การต่อสู้ทันที

Hitman: Absolution™ content image
เกมนี้รองรับทั้ง Windows, PlayStation, Xbox, macOS, Android, iOS และ Nintendo Switch ทำให้เป็นหนึ่งในภาคที่หาเล่นได้ง่ายที่สุดในแฟรนไชส์ แม้ประสิทธิภาพบนแต่ละแพลตฟอร์มจะแตกต่างกันไป แต่ประสบการณ์ Stealth-Action หลักๆ ก็ยังคงถ่ายทอดออกมาได้ดีไม่ว่าคุณจะเล่นบนเครื่องไหนก็ตาม








