ภาพรวม
Horizon Forbidden West คือภาคต่อของ Horizon Zero Dawn จากค่าย Guerrilla Games ที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2022 บน PlayStation 4 และ PlayStation 5 โดยมีกำหนดการลง PC ผ่านทาง Steam และ Epic Games Store ในภายหลัง ในภาคนี้ Aloy ต้องเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกไปยังดินแดนที่เป็นซากปรักหักพังของ Utah, Nevada และ California เพื่อตามหาต้นตอของโรคระบาดปริศนาที่กำลังคร่าชีวิตพืชพรรณและทำให้พฤติกรรมของเหล่าเครื่องจักรทั่วทั้งภูมิภาคแปรปรวน เดิมพันในครั้งนี้สูงขึ้น โลกกว้างใหญ่ขึ้น และภัยคุกคามก็อันตรายกว่าภาคแรกแบบเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว
การเซตติ้งฉากหลังของเกมนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก Guerrilla สร้างโลกที่ให้ความรู้สึกแปลกตาแม้จะตั้งอยู่บนโลกของเราก็ตาม โดยมีทั้งเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำ ทะเลทรายที่รกร้าง และสังคมชนเผ่าที่เข้ามาแทนที่ทุกอย่างที่เราคุ้นเคยจากอารยธรรมสมัยใหม่ แต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ทางภาพและประชากรเครื่องจักรที่โดดเด่นแตกต่างกันไป ทำให้การสำรวจยังคงความสดใหม่ตลอดแคมเปญ ซึ่งถ้าใครเก็บคอนเทนต์เสริมด้วยแล้ว บอกเลยว่าใช้เวลาเล่นเกิน 30 ชั่วโมงแน่นอน

เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจสำคัญของ Horizon Forbidden West คือระบบการต่อสู้ที่ Guerrilla ปรับปรุงจากภาค Zero Dawn มาอย่างเห็นได้ชัด Aloy มีคลังอาวุธให้เลือกใช้มากมาย ทั้งธนู สลิง และกับดัก ซึ่งแต่ละอย่างถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับจุดอ่อนของเครื่องจักรแต่ละประเภทโดยเฉพาะ เครื่องจักรจะมีจุดอ่อนที่เชื่อมโยงกับชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ทำให้การต่อสู้ต้องอาศัยการสังเกตและการเตรียมตัวมากกว่าแค่การกดปุ่มรัวๆ

เครื่องมือสำคัญในการต่อสู้และการเดินทางประกอบด้วย:
- Pullcaster (ตะขอเกี่ยว) สำหรับการเดินทางในแนวตั้ง
- Shieldwing (เครื่องร่อน) สำหรับการลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล
- อุปกรณ์ดำน้ำสำหรับการสำรวจโลกใต้น้ำ
- ความสามารถ Valor Surge ที่เชื่อมโยงกับ Skill Tree
- การอัปเกรดอาวุธโดยใช้ชิ้นส่วนที่เก็บได้จากเครื่องจักร
ระบบ Skill Tree ในภาคนี้ขยายใหญ่ขึ้นมาก โดยแบ่งออกเป็น 6 สายหลักที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเลือกสไตล์การเล่นได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นสายลอบเร้น (Stealth), สายบู๊แหลก (Aggressive Melee), สายโจมตีระยะไกล (Ranged Damage) หรือสายสนับสนุน (Support) ระบบการ Override เครื่องจักรที่ช่วยให้ Aloy เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นพาหนะหรือพวกพ้องก็กลับมาอีกครั้ง และมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในบางสถานการณ์

อะไรที่ทำให้โลกนี้น่าสำรวจ?
Horizon Forbidden West ตอบโจทย์นี้ด้วยความหนาแน่นของคอนเทนต์ แผนที่เต็มไปด้วย Cauldrons (โรงงานผลิตเครื่องจักรใต้ดินที่ช่วยปลดล็อกความสามารถ Override ใหม่ๆ), ค่ายกบฏ (Rebel camps), ซากปรักหักพัง (Relic Ruins) และเครื่องจักร Tallneck ที่เมื่อปีนขึ้นไปแล้วจะช่วยเปิดเผยพื้นที่บนแผนที่ ทุกอย่างที่ว่ามานี้ไม่ได้ใส่มาให้รกฉาก แต่ละจุดล้วนเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่อง (Lore) หรือมอบรางวัลเป็นการอัปเกรดที่คุ้มค่าให้กับ Aloy
ระบบการเดินทางใต้น้ำถือเป็นส่วนเสริมที่เข้ามาเติมเต็มเกมได้อย่างแท้จริง พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกเกมนี้จมอยู่ใต้น้ำ การดำดิ่งลงไปในซากเมืองที่จมน้ำหรือการต่อสู้กับเครื่องจักรทางน้ำช่วยเพิ่มมิติที่ภาคแรกไม่มี และมันไม่ได้มีดีแค่ภาพสวยเท่านั้น แต่มันยังเปิดโอกาสให้พบกับศัตรูประเภทใหม่ๆ และปริศนาในพื้นที่รูปแบบใหม่ๆ อีกด้วย
งานภาพและเสียง
บน PS5 เกม Horizon Forbidden West รันที่ 60fps ในโหมด Performance และดันความละเอียดได้ใกล้เคียงกับ 4K แท้ๆ ในโหมด Fidelity ส่วนเวอร์ชัน PS5 Pro ก็มีการยกระดับงานภาพให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก ไฮไลท์สำคัญคือการออกแบบเครื่องจักร โดยเฉพาะตัวอย่าง Slitherfang และ Tremortusk ที่สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านขนาดและความละเอียดของกลไก สภาพแวดล้อมมีตั้งแต่ซากปรักหักพังกลางทะเลทรายไปจนถึงป่าดงดิบที่หนาทึบ และการเปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่ (Biomes) ก็ทำได้ลื่นไหลโดยไม่มีฉากโหลดให้เห็น
ดนตรีประกอบโดย Joris de Man และทีมเพลงของ Guerrilla Games ต่อยอดมาจากรากฐานบรรยากาศของภาคแรก โดยผสมผสานจังหวะเครื่องดนตรีชนเผ่าเข้ากับซาวด์สังเคราะห์ได้อย่างลงตัวกับโลกไฮบริดใบนี้ ด้านการพากย์เสียงก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยม โดย Ashly Burch กลับมารับบท Aloy อีกครั้ง พร้อมด้วยตัวละครใหม่ๆ มากมายที่ผูกพันกับชนเผ่าต่างๆ ในดินแดนตะวันตก

คอนเทนต์และการเล่นซ้ำ
ตัวเกมหลักมีคอนเทนต์มหาศาลอยู่แล้วก่อนจะนับรวม DLC ส่วนเสริม Burning Shores ที่พาเราไปสำรวจซากปรักหักพังของ Los Angeles ก็เพิ่มเนื้อเรื่องอีกหลายชั่วโมงและพื้นที่ใหม่ที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบน PS5 สำหรับสายเก็บครบ (Completionist) ที่ตามเก็บของสะสม เควสรอง และชาเลนจ์ล่าเครื่องจักรทั้งหมด อาจใช้เวลาเล่นทะลุ 60 ชั่วโมงเลยทีเดียว เกมนี้ได้รับคะแนน 4.63 จาก 5 คะแนน จากรีวิวผู้เล่นกว่า 63,000 คนบน PlayStation Store ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นรู้สึกประทับใจกับตัวเกมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตื่นเต้นเฉพาะตอนเปิดตัว สำหรับใครที่มองหาเกมแนว Open-world RPG ในธีมโลกหลังหายนะที่มีระบบการเล่นลึกซึ้งและเนื้อเรื่องที่คุ้มค่าแก่การติดตาม Horizon Forbidden West คือหนึ่งในเกมระดับท็อปของแนวนี้ที่ห้ามพลาดจริงๆ









