ภาพรวม
Journey to the Savage Planet คือเกมแนวผจญภัยมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person adventure) พัฒนาโดย Typhoon Studios และจัดจำหน่ายโดย 505 Games ซึ่งวางจำหน่ายไปเมื่อเดือนมกราคม 2020 ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นพนักงานใหม่ของ Kindred Aerospace บริษัทสำรวจอวกาศสมมติที่โฆษณาอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นบริษัทที่ "ดีที่สุดเป็นอันดับ 4" ซึ่งแค่ชื่อก็บอกใบ้ถึงโทนของเกมนี้ได้เป็นอย่างดี ภารกิจของคุณคือการลงจอดบนดาวเคราะห์ที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อนในมุมที่ไกลสุดกู่ของจักรวาล เพื่อออกสำรวจและหาคำตอบว่ามนุษย์จะสามารถอาศัยอยู่ที่นั่นได้จริงหรือไม่
ตัวดาวเคราะห์ AR-Y 26 คือพระเอกตัวจริงของเกมนี้ ด้วยพืชพรรณที่แปลกประหลาด สัตว์ป่าสุดโหด และความลับที่ซ่อนอยู่ทุกมุมโลก เกมนี้จะให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่ใช้เวลาเดินสำรวจมากกว่าการวิ่งตะบี้ตะบันทำ Objective ให้จบๆ ไป ตัวเกมผสมผสานความเป็น First-person shooter และการผจญภัยสำรวจได้อย่างลงตัว โดยไม่เคร่งเครียดจนเกินไป แต่ยังคงมอบประสบการณ์การค้นพบและการพัฒนาตัวละครที่น่าประทับใจ

Journey to the Savage Planet content image
เกมเพลย์และระบบต่างๆ
Core gameplay loop ของ Journey to the Savage Planet จะวนเวียนอยู่กับการสำรวจ การต่อสู้ และการเก็บข้อมูล ผู้เล่นจะต้องสแกนสิ่งมีชีวิตและพืชต่างดาวเพื่อสะสมข้อมูลลงในฐานข้อมูลวิจัย รวบรวมทรัพยากรเพื่อคราฟต์ (Craft) อัปเกรดต่างๆ และบุกตะลุยเข้าไปในดาวให้ลึกขึ้นเมื่อมีอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้เข้าถึงพื้นที่ใหม่ได้ โครงสร้างของเกมจะมีความเป็น Metroidvania มากกว่าเกม Open-world ทั่วไป โดยมีการจำกัดความคืบหน้าด้วยอุปกรณ์เฉพาะทางที่จะช่วยให้คุณไปถึงพื้นที่ที่เคยเข้าไม่ได้มาก่อน

Journey to the Savage Planet content image
ระบบสำคัญของเกมประกอบด้วย:
- การสแกนพืชและสัตว์ต่างดาวเพื่อรับ Research points
- การคราฟต์อัปเกรดอุปกรณ์จากวัตถุดิบที่เก็บเกี่ยวมาได้
- การกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง (Platforming) โดยใช้ Grappling hook และ Jump boosters
- การต่อสู้ทั้งระยะประชิดและระยะไกลกับสัตว์ป่าสุดอันตราย
- การค้นหาของสะสมที่ซ่อนอยู่และ Lore ของโลกในเกม
ระบบการต่อสู้ทำออกมาให้เข้าถึงง่ายแต่ไม่น่าเบื่อ ศัตรูแต่ละตัวมีพฤติกรรมที่ชัดเจน และบางครั้งเกมก็จัดหนักด้วยการเผชิญหน้าสุดท้าทาย โดยเฉพาะการสู้กับบอสที่ต้องอาศัยการจดจำ Pattern มากกว่าแค่การรัวยิงเพียงอย่างเดียว
โลกและบรรยากาศในเกม
AR-Y 26 เป็นโลกต่างดาวที่ออกแบบมาได้อย่างยอดเยี่ยม สภาพแวดล้อมเปลี่ยนจากป่าเรืองแสงอันอุดมสมบูรณ์ไปสู่ถ้ำใต้ดินที่กว้างใหญ่ แต่ละพื้นที่ต่างก็มีเอกลักษณ์ทางภาพและรายชื่อสิ่งมีชีวิตเป็นของตัวเอง Typhoon Studios เลือกใช้สไตล์ภาพที่สดใสเกือบจะเป็นการ์ตูน ซึ่งทำให้เกมมีบุคลิกที่โดดเด่นแตกต่างจากเกมยิงแนว Sci-fi อื่นๆ ที่มักจะเน้นความสมจริงหรือความหม่นหมอง
งานเขียนบทถือว่าทำได้ดีมาก Kindred Aerospace จะสื่อสารกับผู้เล่นผ่านวิดีโอองค์กรที่บันทึกไว้ล่วงหน้าโดย CEO จอมกวนประสาท ซึ่งมุกตลกในเกมมักจะฮาและเข้าเป้าเสมอ ความตลกแบบหน้าตาย (Dry humor) ที่ล้อเลียนวัฒนธรรมองค์กรและมุกเดิมๆ ของเกมแนวเอาตัวรอดทำออกมาได้พอดี ไม่ยัดเยียดจนเกินไป

Journey to the Savage Planet content image
Journey to the Savage Planet เล่น Co-op ได้ไหม?
ได้แน่นอน! เกมนี้รองรับระบบ Online co-op สำหรับผู้เล่น 2 คนตลอดทั้งแคมเปญ ผู้เล่นทั้งคู่จะอยู่ในโลกเดียวกันและมีความคืบหน้าไปพร้อมกัน ทำให้การสำรวจรู้สึกเหมือนเป็นการร่วมมือกันจริงๆ ไม่ใช่แค่การเพิ่มพลังยิงเป็นสองเท่า การช่วยกันสแกนสิ่งมีชีวิต การเดินไปเจอเหตุการณ์สุดป่วนพร้อมกัน และการแลกเปลี่ยนทรัพยากรช่วยเพิ่มมิติทางสังคมที่เข้ากับโทนตลกของเกมได้เป็นอย่างดี แม้ว่า Co-op จะไม่ใช่สิ่งที่บังคับและโหมดเล่นคนเดียวก็สนุกได้เต็มที่ แต่เกมนี้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงการเล่นกับเพื่อนเป็นหลักอย่างชัดเจน
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
แคมเปญหลักของเกมใช้เวลาเล่นประมาณ 8 ถึง 12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าคุณสำรวจละเอียดแค่ไหน หากเป็นสายเก็บครบ (Completionist) ทั้งการสแกน เก็บของสะสม และสำรวจพื้นที่ลับทั้งหมด อาจใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมี DLC แบบเสียเงินชื่อ Savage Planet: Tour of Tundra ที่เพิ่มพื้นที่น้ำแข็งแห่งใหม่และเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อขยายประสบการณ์การเล่นให้จุใจยิ่งขึ้น

Journey to the Savage Planet content image
Journey to the Savage Planet ไม่มีระบบ Endgame loop แบบเกมอื่นๆ ดังนั้นใครที่มองหาเกมที่เล่นได้ยาวเป็นร้อยชั่วโมงอาจจะรู้สึกว่ามันมีจุดสิ้นสุด แต่สิ่งที่เกมมอบให้คือประสบการณ์การผจญภัยมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่กระชับ มั่นใจในตัวเอง และรู้ว่าตัวเองต้องการนำเสนออะไร ซึ่งทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมบนทุกแพลตฟอร์มที่วางจำหน่าย ทั้งบน PC ผ่าน Steam และ Epic Games Store, PlayStation, Xbox และ Nintendo Switch


