ภาพรวม
Jump Force คือเกมต่อสู้แนว 3D Arena Fighting ที่พัฒนาโดย Spike Chunsoft และจัดจำหน่ายโดย Bandai Namco Entertainment วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 เกมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของนิตยสาร Weekly Jump โดยรวบรวมตัวละครจากมังงะและอนิเมะชื่อดังกว่าสิบเรื่องมาไว้ในจักรวาลเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดที่เส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกสมมติได้พังทลายลง ตัวละครในเกมมีทั้งจาก Dragon Ball, Naruto, One Piece, Bleach, Hunter x Hunter, Yu-Gi-Oh และอีกมากมาย ทำให้เกมนี้เป็นหนึ่งในเกมแนว Crossover Fighting ที่มีความทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เนื้อเรื่องของเกมเน้นไปที่ความอลังการ เมื่อศัตรูที่ไม่ทราบที่มาได้ผสานโลกของ Jump เข้ากับโลกแห่งความจริง เหล่าฮีโร่จากมังงะผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องรวมพลังกันในนาม Jump Force เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามนี้ โดยมีฉากหลังเป็นสถานที่ต่างๆ เช่น นิวยอร์ก, ดินแดนรกร้างบนดาว Namek และ Marineford ซึ่งเป็นการผสมผสานสถานที่ในโลกสมมติเข้ากับแลนด์มาร์คของโลกจริงได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ทุกการต่อสู้รู้สึกเหมือนเป็นอีเวนต์ใหญ่

JUMP FORCE content image
ระบบเกมเพลย์และกลไกต่างๆ
หัวใจหลักของ Jump Force คือการต่อสู้แบบ 3 ต่อ 3 ในรูปแบบ Arena Fighter ที่เน้นความรวดเร็วและฉูดฉาด โดยใช้ท่าไม้ตาย (Special Moves) และกลไกการเล่นแบบทีม ตัวละครแต่ละตัวจะขนความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์จากต้นฉบับมาครบถ้วน เช่น Goku ที่ปล่อยพลัง Kamehameha, Naruto ที่เรียก Shadow Clones และ Ichigo ที่ปลดปล่อยท่า Getsuga Tensho โดยระบบการต่อสู้จะเน้นไปที่หัวใจสำคัญดังนี้:

JUMP FORCE content image
- โหมด Awakening สำหรับการแปลงร่างเพิ่มพลัง
- ระบบ Guard Break และการสวนกลับ (Counter)
- การเปลี่ยนตัวละครและเรียกเพื่อนมาช่วย (Assist)
- ท่า Super Attack ที่ผูกกับเกจ Awakening
- การเปลี่ยนฉากต่อสู้ (Stage Transition) ที่ทำให้สนามรบเปลี่ยนไปกลางคัน
ตัวเกมมีระบบควบคุมที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้เล่นทั่วไปที่เพิ่งหยิบจอยมาเล่นครั้งแรก แต่ในขณะเดียวกัน ระบบการจัดทีมและการสวนกลับที่ลึกซึ้งก็มอบความท้าทายให้กับผู้เล่นสาย Competitive ได้เป็นอย่างดี โหมดเนื้อเรื่องหลักของเกมจะให้ผู้เล่นสร้างตัวละคร Avatar ของตัวเองขึ้นมาเพื่อพัฒนาฝีมือผ่านศูนย์บัญชาการ (HQ Hub) ซึ่งเป็นการเพิ่มลูกเล่นแนว RPG เข้าไปในเกมต่อสู้ได้อย่างลงตัว
รายชื่อตัวละครเป็นอย่างไรบ้าง?
Jump Force เปิดตัวพร้อมตัวละครที่เล่นได้ถึง 40 ตัว และขยายเพิ่มขึ้นผ่าน DLC Character Packs ที่ต้องซื้อแยก ตัวละครพื้นฐานมีครบทั้งขวัญใจมหาชนอย่าง Vegeta, Sasuke, Zoro และ Rukia ในขณะที่ DLC Packs ก็เพิ่มตัวละครเด็ดๆ อย่าง Shoto Todoroki จาก My Hero Academia, Meruem จาก Hunter x Hunter และ Hiei จาก Yu Yu Hakusho ทำให้จำนวนตัวละครรวมทั้งหมดพุ่งทะลุ 50 คน สำหรับแฟนพันธุ์แท้อนิเมะ การได้เห็นตัวละครเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันในฉากคัตซีนถือเป็นความฟินที่เกมเพลย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถมอบให้ได้

JUMP FORCE content image
งานภาพและการออกแบบเสียง
จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเกมคือทิศทางงานภาพ แทนที่จะใช้ Cel-shading เพื่อเลียนแบบลายเส้นอนิเมะ Spike Chunsoft กลับเลือกใช้แสงและพื้นผิวที่สมจริงกับตัวละครมังงะ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นสะดุดตา แต่ในบางครั้งก็อาจจะดูแปลกตาไปบ้างขึ้นอยู่กับตัวละคร โดยเฉพาะใบหน้าของ Goku ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงในช่วงเปิดตัว อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ดูดีขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวในการต่อสู้ มากกว่าในฉากคัตซีนที่ดูนิ่งๆ ซึ่งจะเห็นเอฟเฟกต์ Uncanny Valley ได้ชัดเจนกว่า
ในส่วนของเพลงประกอบและเสียงพากย์นั้นดึงมาจากซีรีส์ต้นฉบับโดยตรง ทำให้แฟนๆ ได้สัมผัสกับน้ำเสียงที่คุ้นเคยและเป็นเอกลักษณ์ของตัวละครนั้นๆ ซึ่งความสมจริงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับเกม Crossover สเกลใหญ่ขนาดนี้
โหมดผู้เล่นหลายคนและคอนเทนต์
นอกเหนือจากโหมดเนื้อเรื่องแล้ว Jump Force ยังรองรับการเล่นออนไลน์ทั้งแบบ Ranked และ Casual, การเล่นแบบ Local Versus รวมถึงอีเวนต์ออนไลน์ต่างๆ ที่หมุนเวียนมาให้ร่วมสนุกใน HQ Hub ชุมชนผู้เล่นเกมต่อสู้มีความคึกคักมากในช่วงเดือนแรกๆ หลังวางจำหน่าย แม้ปัจจุบันจะยังสามารถหาห้องเล่นได้บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง PC ผ่าน Steam, PlayStation 4, Xbox One และ Nintendo Switch โดยเวอร์ชัน Switch ที่วางจำหน่ายในชื่อ Deluxe Edition จะรวมตัวเกมหลักพร้อมกับ DLC Character Packs ชุดแรกมาให้เลย

JUMP FORCE content image
สำหรับแฟนเกมต่อสู้สายอนิเมะที่ต้องการรายชื่อตัวละครที่หลากหลายในแพ็กเกจเดียว Jump Force ยังคงเป็นเกมที่ยากจะหาใครเทียบได้ในแง่ของความทะเยอทะยานในการทำ Crossover







