ภาพรวม
Kingdom Hearts II คือเกมแนว Action RPG ที่พัฒนาโดยทีม Product Development Division 1 ของ Square Enix และจัดจำหน่ายโดย Buena Vista Games โดยวางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2005 เกมนี้เป็นภาคต่อโดยตรงของทั้ง Kingdom Hearts ภาคแรกและ Chain of Memories ซึ่งเนื้อเรื่องจะดำเนินต่อจากเหตุการณ์ของ Sora, Donald และ Goofy ในภาคก่อนหน้าหนึ่งปี เกมจะพาผู้เล่นเข้าสู่ Twilight Town ก่อนจะเปิดกว้างสู่โลกอันกว้างใหญ่ที่หยิบยกมาจากผลงานของ Disney และจักรวาลต้นฉบับของ Square
พล็อตเรื่องหลักดูเหมือนจะเข้าใจง่าย: ออกตามหา Riku และ King Mickey, หยุดยั้งพวก Heartless และไขความลับของ Organization XIII แต่การนำเสนอจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด เนื้อเรื่องมีการสอดแทรกประเด็นเรื่องตัวตน (Identity), ความทรงจำ และการเสียสละ ซึ่งทำให้ผู้เล่นหลายคนประหลาดใจเพราะตอนแรกดูเหมือนจะเป็นแค่เกมแนว Crossover ของ Disney ทั่วไป โดยเฉพาะ Organization XIII ที่สร้างความรู้สึกคุกคามให้กับเนื้อเรื่องได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เนื้อเรื่องของ Ansem ในภาคแรกทำได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

เกมเพลย์และระบบการเล่น
ระบบต่อสู้ใน Kingdom Hearts II คือจุดที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากภาคก่อนหน้าอย่างชัดเจน Square Enix ได้ยกเครื่องระบบการต่อสู้ใหม่ให้มีความรวดเร็วและลื่นไหล (Fluid) มากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยมมาก ท่าโจมตีของ Sora ขยายขอบเขตขึ้นอย่างมากผ่านระบบ Drive Forms ซึ่งเป็นการเปลี่ยนความสามารถและรูปลักษณ์โดยการรวมพลังกับ Donald หรือ Goofy ชั่วคราว แต่ละฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Valor, Wisdom, Master, Final และ Limit ต่างก็ช่วยปรับเปลี่ยนสไตล์การต่อสู้ไปคนละทิศทาง ทำให้ผู้เล่นที่รู้จักสลับใช้ฟอร์มตามสถานการณ์ได้รับรางวัลเป็นชัยชนะที่ง่ายขึ้น

ระบบหลักที่สำคัญประกอบด้วย:
- Drive Forms ที่เปลี่ยนสไตล์การต่อสู้ของ Sora
- Reaction Commands ที่ผูกกับจังหวะการสู้กับศัตรูเฉพาะตัว
- ความสามารถในการอัญเชิญ (Summon) ตัวละครจาก Disney
- ท่าไม้ตาย Limit ที่ใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมทีม
- การจัดการเวทมนตร์และไอเทมผ่าน Command Menu
ระบบ Reaction Commands ช่วยเพิ่มมิติให้กับการเล่น โดยจะขึ้นปุ่มให้กดตามสถานการณ์ระหว่างสู้กับบอสหรือศัตรูทั่วไป ซึ่งสามารถพลิกสถานการณ์การต่อสู้ได้ในพริบตา ระบบนี้ช่วยไม่ให้การต่อสู้กลายเป็นการกดปุ่มรัวๆ (Button-mashing) เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในระดับความยากที่สูงขึ้น

โลกและบรรยากาศในเกม
การออกแบบโลกคือหนึ่งในจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ Kingdom Hearts II แต่ละพื้นที่ในธีม Disney ถูกสร้างขึ้นโดยอิงจากเอกลักษณ์ทางภาพและจังหวะเนื้อเรื่องของต้นฉบับ ทำให้ Port Royal ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก The Land of Dragons หรือ Halloween Town อย่างชัดเจน ส่วนโลกที่เป็นออริจินัลของเกม โดยเฉพาะ The World That Never Was นั้นแบกรับน้ำหนักของเนื้อเรื่องหลักไว้ และมักจะเป็นจุดที่บรรยากาศของเกมเข้มข้นที่สุด
การเดินทางระหว่างโลกด้วย Gummi Ship ยังคงมีอยู่เหมือนภาคแรก แม้ว่าช่วงการเดินทางจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมินิเกมเสริมมากกว่าฟีเจอร์หลัก แต่ความสนุกที่แท้จริงคือการได้ลงจอดในโลกใหม่ๆ และดูว่า Square Enix ตีความโลกต้นฉบับออกมาอย่างไร บางครั้งก็ทำออกมาได้ซื่อตรง หรือบางครั้งก็นำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์
อิทธิพลและตำนานของเกม
Kingdom Hearts II ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมและมักถูกยกให้เป็นจุดสูงสุดของซีรีส์โดยผู้เล่นที่เติบโตมากับเกมนี้ สำหรับเวอร์ชัน Final Mix ที่เพิ่มคอนเทนต์ที่ไม่มีในเวอร์ชันวางจำหน่ายฝั่งตะวันตกตอนแรก ได้กลายเป็นเวอร์ชันมาตรฐานที่ผู้เล่นใช้สัมผัสประสบการณ์เกมนี้ และเป็นเวอร์ชันที่ผู้เล่นมักพูดถึงเมื่อกล่าวถึงคอนเทนต์ช่วงท้ายเกม (Endgame) รวมถึงบอสอย่าง Lingering Will ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในบอสลับที่ปราบยากที่สุดในแฟรนไชส์

การผสมผสานระหว่างระบบต่อสู้แบบ Action RPG, การท่องโลก Disney และเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องซึ่งให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่ติดตามมานาน ทำให้เกมนี้ยังคงความนิยมได้ยาวนานเกินกว่าปีที่วางจำหน่าย สำหรับใครที่อยากเข้าใจว่าทำไม Kingdom Hearts ถึงกลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง Kingdom Hearts II คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดที่ซีรีส์นี้มีให้






