ภาพรวม
ย้อนกลับไปในปี 1947 ณ ลอสแอนเจลิส L.A. Noire คือเกมแนวสืบสวนสอบสวนสไตล์นีโอนัวร์ (neo-noir) ที่พัฒนาโดย Team Bondi และจัดจำหน่ายโดย Rockstar Games คุณจะได้รับบทเป็น Cole Phelps เจ้าหน้าที่ตำรวจ LAPD ที่ต้องไต่เต้าผ่าน 5 แผนก โดยแต่ละคดีได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาชญากรรมจริงที่เคยเขย่าขวัญเมืองในช่วงยุคที่ฉาวโฉ่ที่สุด เกมนี้ไม่ได้แค่โยนคุณเข้าสู่ที่เกิดเหตุแล้วให้ไล่ยิงศัตรูจนจบ แต่เกมนี้ท้าทายให้คุณต้อง "ใช้สมอง" คิดตาม
Phelps เริ่มต้นจากการเป็นตำรวจสายตรวจและค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไปในแผนก Traffic, Homicide, Vice และ Arson ซึ่งแต่ละแผนกจะมาพร้อมกับคดีใหม่ๆ และปมปริศนาที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เนื้อเรื่องหลักจะเชื่อมโยงความฉาวโฉ่ภายใน LAPD, การค้าของเถื่อนหลังสงคราม และความลับที่สามารถโค่นล้มผู้มีอิทธิพลได้ ตัวเกมดำเนินเรื่องอย่างใจเย็นและให้ฟีลเหมือนดูหนัง ซึ่งเข้ากับธีมฟิล์มนัวร์ (film noir) ที่เกมตั้งใจนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ระบบเกมเพลย์และกลไก
ลูปหลักของ L.A. Noire จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงที่วนเวียนกันไป ได้แก่ การสำรวจที่เกิดเหตุ, การติดตามเบาะแส และการสอบปากคำผู้ต้องสงสัย การสำรวจที่เกิดเหตุหมายถึงการที่คุณต้องเดินหาหลักฐาน (clues) ตามจุดต่างๆ ซึ่งหลักฐานเหล่านี้จะส่งผลต่อตัวเลือกในการสอบปากคำ และระบบการสอบปากคำนี่เองที่ทำให้เกมนี้โด่งดัง

สรุปกลไกสำคัญ:
- การเก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ
- การสอบปากคำผู้ต้องสงสัยด้วยตัวเลือก Truth (พูดความจริง), Doubt (สงสัย) หรือ Lie (โกหก)
- การติดตามเบาะแสทั่วเมืองลอสแอนเจลิสในรูปแบบ Open-world
- ฉากแอ็กชันเสริม เช่น การไล่ล่าด้วยเท้าและการดวลปืน
- โหมดภาพขาวดำที่สามารถเปิด-ปิดได้
ระหว่างการสอบปากคำ คุณต้องสังเกตสีหน้าของผู้ต้องสงสัยแล้วตัดสินใจว่าคำตอบนั้นเป็นความจริง, น่าสงสัย หรือเป็นการโกหกหน้าตาย หากคุณจับโกหกได้ คุณต้องมีหลักฐานมายืนยัน หากเลือกพลาด คดีนั้นก็จะจบลงโดยที่คุณได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ระบบนี้ให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่ช่างสังเกตและลงโทษการกดปุ่มมั่วๆ (button-mashing) ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์เกมแนวแอ็กชัน-ผจญภัยอย่างแท้จริง

เทคโนโลยีแอนิเมชันใบหน้ามีความพิเศษอย่างไร?
L.A. Noire ใช้เทคโนโลยี MotionScan ในการบันทึกการแสดงของนักแสดงด้วยกล้อง 32 ตัวพร้อมกัน เพื่อเก็บรายละเอียดทุกการเคลื่อนไหวบนใบหน้า ผลลัพธ์ที่ได้คือใบหน้าตัวละครที่แสดงอารมณ์ได้เหมือนมนุษย์จริงๆ ทั้งการขยับกล้ามเนื้อเล็กๆ, อาการประหม่า และการเปลี่ยนแปลงสีหน้าเพียงเล็กน้อยที่บ่งบอกถึงความไม่สบายใจ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นหัวใจสำคัญของระบบสอบปากคำ หากใบหน้าตัวละครอ่านไม่ออก กลไกนี้ก็คงพังไม่เป็นท่า
เทคโนโลยีนี้ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของความสมจริงในตัวละครเกม ณ ช่วงเวลาที่วางจำหน่าย ฉากสอบปากคำยังคงดูดีและทรงพลังจนถึงทุกวันนี้ เพราะการแสดงที่เห็นนั้นมาจากนักแสดงตัวจริง ไม่ใช่แค่แอนิเมชันที่สร้างขึ้นมาลอยๆ
โลกและบรรยากาศในเกม
การจำลองเมืองลอสแอนเจลิสในปี 1947 นั้นทำออกมาได้หนาแน่นและเต็มไปด้วยบรรยากาศ ทั้งแจ๊สคลับ, ตรอกมืดๆ, กองถ่ายภาพยนตร์ และย่านที่อยู่อาศัย ทุกอย่างถูกเรนเดอร์ด้วยความใส่ใจในยุคสมัย ป้ายถนน รถยนต์ เสื้อผ้า และสถาปัตยกรรมสะท้อนถึงยุคนั้นได้อย่างแม่นยำ โหมดภาพขาวดำไม่ใช่แค่ฟิลเตอร์ที่แปะทับลงไป แต่มันเปลี่ยนอารมณ์ของเกมให้กลายเป็นฟิล์มนัวร์คลาสสิกและเปลี่ยนความรู้สึกในการเล่นไปอย่างสิ้นเชิง

คดีต่างๆ ในเกมได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงที่สื่อในลอสแอนเจลิสเคยนำเสนอในปี 1947 รวมถึงคดีที่คล้ายกับคดีฆาตกรรม Black Dahlia และคดีดังอื่นๆ ในยุคนั้น การนำเสนอในรูปแบบนิยายช่วยให้เกมไม่ดูเป็นการฉวยโอกาสจากเหตุการณ์จริง แต่รากฐานจากโลกแห่งความเป็นจริงก็ทำให้คดีเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าคดีที่แต่งขึ้นทั่วไป
ผลกระทบและตำนานของเกม
L.A. Noire เปิดตัวในช่วงที่เกม Open-world ส่วนใหญ่เน้นไปที่แอ็กชันและความโกลาหล การที่ Rockstar จัดจำหน่ายเกมที่เน้นการสังเกต ความอดทน และการอ่านใจคนมากกว่าการดวลปืน ถือเป็นการฉีกแนวอย่างแท้จริง คะแนน Metacritic ของเกมอยู่ในระดับ 80 กว่าๆ ในทุกแพลตฟอร์ม และระบบการสอบปากคำของเกมนี้ก็ถูกอ้างถึงในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเกมสืบสวนในยุคต่อมา
เวอร์ชัน Windows ที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2011 ได้นำประสบการณ์เต็มรูปแบบมาสู่ PC พร้อมเนื้อหาคดีทั้งหมด สำหรับผู้เล่นที่ชื่นชอบเกมสืบสวนที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้นและกลไกที่เน้นตัวละคร L.A. Noire ยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่เกมที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้สวมบทบาทเป็นนักสืบจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำภารกิจให้จบไปวันๆ












