ภาพรวม (Overview)
Life is Strange: Before the Storm คือเกมแนว Narrative Adventure (ผจญภัยเน้นเนื้อเรื่อง) แบบ 3 ตอน พัฒนาโดย Deck Nine และจัดจำหน่ายโดย Square Enix ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2017 โดยเนื้อเรื่องจะเซ็ตย้อนกลับไป 3 ปีก่อนเหตุการณ์ในภาคแรกที่ได้รับรางวัล BAFTA ตัวเกมจะพาเราไปติดตามชีวิตของ Chloe Price ในวัย 16 ปีที่ได้สร้างสายสัมพันธ์อันเหลือเชื่อกับ Rachel Amber สาวฮอตสุดเพอร์เฟกต์ที่มีอนาคตไกลเกินกว่าจะจบลงที่ Arcadia Bay และเมื่อ Rachel ค้นพบความลับของครอบครัวที่สั่นคลอนทุกความเชื่อของเธอ ทั้งคู่จึงถูกดึงดูดเข้าหากันในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด
ตัวเกมถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างหนักแน่น โดยไม่ต้องพึ่งพา Mechanic การย้อนเวลาที่เป็นจุดเด่นของภาคแรก ทีมพัฒนา Deck Nine ตัดองค์ประกอบเหนือธรรมชาติออกไปทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยสิ่งที่เรียบง่ายกว่า นั่นคือเรื่องราวของวัยรุ่นสองคนที่ต้องรับมือกับความเศร้า ความโกรธ และความสิ้นหวังจากการรู้สึกติดอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งการเลือกเดินเกมแบบนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะเรื่องราวของ Chloe และ Rachel นั้นทรงพลังในตัวเองอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีลูกเล่น (Gimmick) ใดๆ มาเสริม

ภาพประกอบจากเกม Life is Strange: Before the Storm
ระบบเกมและกลไกต่างๆ (Gameplay and mechanics)
Core Loop ของ Before the Storm ถูกสร้างขึ้นจากการเลือกบทสนทนาและการสำรวจ ซึ่งเป็นแนวทางที่แฟนเกมแนวนี้คุ้นเคยกันดี แต่ไฮไลท์เด็ดคือระบบ Backtalk ซึ่งเป็นระบบการสนทนาแบบวัดดวง (Risk/Reward) ที่เปิดโอกาสให้ Chloe ได้ใช้ฝีปากอันคมคายในการยั่วยุ เบี่ยงเบนประเด็น หรือโน้มน้าวเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการในสถานการณ์ที่ตึงเครียด ถ้าทำสำเร็จประตูก็จะเปิดทางให้ แต่ถ้าพลาดสถานการณ์อาจจะบานปลายได้ เป็นฟีเจอร์เล็กๆ ที่ใส่เข้ามาได้เข้ากับบุคลิกของ Chloe สุดๆ

ภาพประกอบจากเกม Life is Strange: Before the Storm
กลไกสำคัญประกอบด้วย:
- การท้าทายด้วยบทสนทนาแบบ Backtalk
- เนื้อเรื่องที่แตกแขนงตามการเลือกและผลลัพธ์ (Choice-and-consequence)
- การพ่นสเปรย์กราฟฟิตี้และวาดภาพตามฉากต่างๆ
- การเลือกชุดแต่งกายที่ส่งผลต่อปฏิกิริยาของ NPC
- ฉากจบหลายรูปแบบตลอดทั้ง 3 Episode
นอกจากนี้ เกมยังอนุญาตให้ผู้เล่นทิ้งร่องรอยไว้ในโลกของเกมผ่านการ Tag และการวาดภาพตามจุดต่างๆ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยตอกย้ำตัวตนของ Chloe ในฐานะคนที่ไม่ยอมถูกมองข้าม

ภาพประกอบจากเกม Life is Strange: Before the Storm
โลกและฉากหลัง (World and setting)
Arcadia Bay ในภาคนี้ให้ความรู้สึกที่มีชีวิตชีวาและมีเรื่องราวมากกว่าที่ภาคแรกเคยนำเสนอ Deck Nine ได้ขยายสถานที่ต่างๆ ที่เราเคยเห็นผ่านๆ หรือถูกอ้างถึง ให้มีประวัติความเป็นมา ซึ่งทำให้การกลับไปเล่นภาคหลักอีกครั้งให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทั้งบ้านของ Chloe, โรงเรียน หรือที่กบดานของเธอ ทุกที่ล้วนมีกลิ่นอายความขรึมขลังในแบบฉบับ Pacific Northwest
บทเขียนของเกมนี้สามารถดึงอารมณ์ร่วมออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้สึกว่ายัดเยียด Rachel Amber ตัวละครที่ผู้เล่นเคยรู้จักเพียงแค่ชื่อและการหายไปในภาคแรก ได้ถูกทำให้มีตัวตนและมีมิติอย่างสมบูรณ์ในภาคนี้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาค Prequel นี้เลยก็ว่าได้
งานภาพและเสียง (Visual and audio design)
วง Daughter เป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบ (Original Score) ซึ่งเข้ากับมู้ดของเกมได้อย่างลงตัว ทั้งความเรียบง่าย ความหม่นหมอง และความสวยงามในบางจังหวะ ส่วนเพลงประกอบแนว Indie ที่ได้รับลิขสิทธิ์มาก็ยังคงรักษามาตรฐานของซีรีส์ในการจับคู่เพลงเข้ากับเหตุการณ์สำคัญได้อย่างน่าประทับใจจนติดหูแม้เกมจะจบไปแล้ว
ในด้านงานภาพ Before the Storm ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความสวยงามแบบภาพวาด (Painterly Aesthetic) ของภาคต้นฉบับเอาไว้ พร้อมกับปรับปรุง Character Animation และการแสดงออกทางสีหน้าให้ดียิ่งขึ้น การถ่ายทอดอารมณ์ผ่านตัวละครทำออกมาได้ดีมาก และทีมนักพากย์ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้ง 3 ตอน

ภาพประกอบจากเกม Life is Strange: Before the Storm
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ (Content and replayability)
ในเวอร์ชัน Deluxe Edition จะมีตอนพิเศษที่ชื่อว่า Farewell ซึ่งได้นักพากย์ต้นฉบับอย่าง Ashly Burch และ Hannah Telle กลับมาให้เสียง Max และ Chloe ในวัยเด็กอีกครั้ง เป็นบทสรุปที่แยกออกมาโดยเน้นไปที่มิตรภาพในวัยเด็กของทั้งคู่ ซึ่งถือเป็นบทส่งท้ายที่ซึ้งกินใจสำหรับภาค Prequel นี้ นอกจากนี้ใน Deluxe Edition ยังมี Mixtape Mode ที่ให้ผู้เล่นจัด Playlist เพลงประกอบและเปิดคู่กับฉาก Cinematic ในเกมได้ รวมถึงชุด Exclusive Outfit Pack อีก 3 ชุดสำหรับ Chloe
สำหรับผู้เล่นที่อยากเห็นว่าทางเลือกอื่นๆ จะส่งผลอย่างไร โครงสร้างแบบ 3 ตอนก็เอื้อให้กลับมาเล่นซ้ำได้ไม่ยาก ระบบ Backtalk และปฏิกิริยาของ NPC ที่เปลี่ยนไปตามชุดที่ใส่ช่วยสร้างความแตกต่างให้การเล่นรอบสองดูมีจุดหมายและไม่น่าเบื่อ Before the Storm ถูกออกแบบมาให้เป็นเกมสั้นๆ โดยใช้เวลาเล่นประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมงสำหรับเนื้อเรื่องหลัก แต่ทุกนาทีในเกมถูกใช้อย่างคุ้มค่าโดยไม่มีส่วนเกิน







