ภาพรวม
Luigi's Mansion: Dark Moon พัฒนาโดย Next Level Games และจัดจำหน่ายโดย Nintendo เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2013 ในฐานะภาคต่อของการผจญภัยล่าผีสุดคลาสสิกจากเครื่อง GameCube หากภาคแรกเน้นไปที่คฤหาสน์หลังเดียว Dark Moon ได้ขยายขอบเขตความสนุกออกไปถึง 5 สถานที่หลอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งงานภาพ ผีประจำถิ่น และกลไกการไขปริศนาที่แตกต่างกัน โดย Professor E. Gadd จะส่ง Luigi ไปทำภารกิจตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ในแต่ละคฤหาสน์ แทนที่จะปล่อยให้เดินสำรวจได้อย่างอิสระ ซึ่งทำให้ตัวเกมมีจังหวะการเล่นที่กระชับและเป็นตอนๆ มากขึ้น
เนื้อเรื่องเข้าใจง่ายมาก: พลังงานมืดปริศนาได้ทำลาย Dark Moon ที่เคยสะกดเหล่าผีใน Evershade Valley ให้สงบสุขจนแตกกระจาย ทำให้พวกมันกลับมาดุร้ายอีกครั้ง Luigi จึงต้องติดอาวุธด้วยเครื่องดูดผี Poltergust 5000 ที่อัปเกรดมาใหม่พร้อมฟังก์ชันไฟแฟลช (strobe-light) เพื่อกอบกู้สถานการณ์ แม้พล็อตเรื่องจะไม่ได้เข้มข้นระดับมหากาพย์ แต่เกมก็นำเสนอความน่ารักแบบขี้ขลาดของ Luigi ออกมาได้ดีจนทำให้เนื้อเรื่องดูมีเสน่ห์ในแบบที่ควรจะเป็น
เกมเพลย์และระบบการเล่น
ลูปหลักของการจับผีใน Dark Moon ต่อยอดมาจากภาคแรกโดยเพิ่มลูกเล่นที่น่าสนใจเข้ามา การส่องไฟใส่ผีเฉยๆ ไม่สามารถทำให้พวกมันสตัน (stun) ได้อีกต่อไป ผู้เล่นต้องใช้ Strobulb ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมฟังก์ชันไฟแฟลชเพื่อแช่แข็งผีให้อยู่กับที่ก่อนจะใช้ Poltergust 5000 ดูดพวกมันเข้ามา การจับผีแต่ละตัวจะกลายเป็นมินิเกมดึงเย่อ (tug-of-war) เล็กๆ: ต้องคอยดึงสวนแรงต้านของผี ล็อกเครื่องดูดให้แม่น และลด HP ของพวกมันให้หมดก่อนที่พวกมันจะหลุดออกไป

กลไกหลักที่ผู้เล่นจะได้เจอในเกม:
- Strobulb สำหรับสตันผีก่อนจับ
- Poltergust 5000 เครื่องดูดผีคู่ใจ
- Darklight Device สำหรับเผยวัตถุที่ซ่อนอยู่
- การสำรวจคฤหาสน์แบบแบ่งเป็นภารกิจ
- การสู้กับบอสผีประจำแต่ละคฤหาสน์

ปริศนาถูกถักทอไว้ในทุกห้อง ประตูถูกล็อกด้วยกุญแจที่ซ่อนอยู่ วัตถุต่างๆ ต้องใช้ฟังก์ชันดูดหรือเป่าของเครื่องดูดผีจัดการ และทางลับต่างๆ จะถูกเผยออกมาด้วย Darklight Device ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ E. Gadd จะมอบให้ในภายหลัง ตัวเกมมีการแนะนำเครื่องมือใหม่ๆ และสร้างปริศนาล้อมรอบอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ตลอด ทำให้เกมเพลย์ไม่รู้สึกจำเจ
โลกและบรรยากาศในเกม
คฤหาสน์ทั้ง 5 แห่งใน Dark Moon มีบุคลิกที่โดดเด่นต่างกันไป Gloomy Manor เป็นบ้านผีสิงด่านแรกที่เต็มไปด้วยหยากไย่และเสียงพื้นไม้ลั่น Haunted Towers เป็นฝันร้ายทางพฤกษศาสตร์ที่เต็มไปด้วยผีพืช Old Clockworks สร้างขึ้นรอบๆ กลไกเครื่องจักรบอกเวลา Secret Mine ตั้งอยู่บนภูเขาน้ำแข็ง และ Treacherous Mansion ที่ทำหน้าที่เป็นฉากจบสุดอลังการพร้อมเลย์เอาต์ที่ซับซ้อนที่สุดในเกม

ความหลากหลายนี้ทำให้การสำรวจรู้สึกสดใหม่อยู่ตลอดแคมเปญที่ใช้เวลาเล่นประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ละคฤหาสน์จะแนะนำผีประเภทใหม่ๆ ที่ต้องใช้กลยุทธ์เฉพาะทาง และงานออกแบบฉากก็สะท้อนธีมของผีเหล่านั้นออกมาได้ดี งานภาพเน้นไปทางความหลอนแบบการ์ตูนมากกว่าความน่ากลัวจริงๆ ซึ่งเข้ากับโทนของเกมได้อย่างลงตัว
อิทธิพลและตำนานของเกม
Dark Moon ได้รับการตอบรับอย่างดีบนเครื่อง 3DS โดยทำยอดขายไปกว่า 6 ล้านชุด และได้รับคะแนนวิจารณ์สูงในด้านการออกแบบปริศนาและแอนิเมชันตัวละคร ปฏิกิริยาความกลัวที่เกินจริงของ Luigi, ท่าทางฮัมเพลงคนเดียวเวลาคิดว่าไม่มีใครมอง, และความกล้าหาญแบบไม่เต็มใจ ทำให้เกมนี้มีบุคลิกที่โดดเด่นออกมาจากเกม Nintendo ส่วนใหญ่ในยุคนั้น

โครงสร้างแบบแบ่งภารกิจอาจได้รับคำวิจารณ์บ้างจากผู้เล่นที่ชอบการสำรวจแบบอิสระในภาคแรก แต่การออกแบบที่กระชับขึ้นก็ทำให้เกมเข้าถึงผู้เล่นได้ง่ายกว่า Dark Moon พิสูจน์ให้เห็นว่า Luigi สามารถแบกแฟรนไชส์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่ Nintendo ตอกย้ำอีกครั้งเมื่อ Luigi's Mansion 3 วางจำหน่ายในปี 2019 สำหรับเกมแนวผจญภัยไขปริศนาล่าผีที่มีเสน่ห์และมีระบบการเล่นที่ลุ่มลึก Dark Moon ยังคงเป็นภาคที่ขัดเกลามาได้ดีที่สุดในแง่ของความหลากหลายของคอนเทนต์และจังหวะของเกม











