ภาพรวม
Mafia II คือเกมแนว Action-Adventure มุมมองบุคคลที่สาม (Third-person) พัฒนาโดย 2K Czech โดยมีฉากหลังเป็นเมืองสมมติในอเมริกาอย่าง Empire Bay ในช่วงเวลาสองยุคสมัยที่แตกต่างกันคือปี 1945 และ 1951 ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Vito Scaletta ทหารผ่านศึกชาวอิตาลี-อเมริกันที่ยอมแลกโทษจำคุกกับการไปรับใช้ชาติ เมื่อเขากลับบ้านมาพบว่าครอบครัวกำลังจมกองหนี้ เขาจึงค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลกอาชญากรรมของเมืองนี้ ตัวเกมดำเนินเรื่องด้วยจังหวะแบบภาพยนตร์ (Cinematic pace) โดยได้รับอิทธิพลมาจากหนังมาเฟียคลาสสิก และเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นหลักมากกว่าการทำภารกิจยิบย่อยใน Open-world
Empire Bay มีพื้นที่กว้างถึง 10 ตารางไมล์ ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นด้วย Illusion Engine อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ 2K Czech ตัวเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทัศนียภาพไปตามเนื้อเรื่อง จากบรรยากาศความตึงเครียดหลังสงคราม สู่ความสดใสของยุค 1950s ที่เต็มไปด้วยแสงนีออนและโครเมียม ทั้งสถาปัตยกรรม เสื้อผ้า และยานพาหนะล้วนสะท้อนยุคสมัยออกมาได้อย่างละเอียดสมจริง โลกแบบ Open-world ในเกมนี้เน้นสร้างบรรยากาศมากกว่าการเป็นสนามเด็กเล่นให้ทำกิจกรรม ซึ่งเป็นการตัดสินใจออกแบบที่ตั้งใจเพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบเกมเพลย์และกลไกต่างๆ
Core gameplay ของ Mafia II จะเน้นไปที่การยิงปืนแบบ Cover-based (หลบหลังที่กำบัง), การขับรถ และการต่อสู้ระยะประชิด (Melee combat) ระบบ Gunplay ให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและสมจริง ไม่ใช่แนว Arcade โดยมีอาวุธที่ตรงตามยุคสมัยอย่างปืนพก M1911 และปืนกลมือ Thompson ภารกิจในเกมมีความหลากหลายทั้งการดวลปืน การไล่ล่าด้วยรถ และการลอบเร้น (Stealth) แม้ว่าฉากยิงกันจะเป็นหัวใจหลักของเกมก็ตาม

กลไกหลักของเกมประกอบด้วย:
- ระบบยิงปืนมุมมองบุคคลที่สามแบบ Cover-based
- การขับรถในโลก Open-world ที่มีกฎจราจรและระบบ Wanted (ค่าหัว)
- การต่อสู้ระยะประชิดสำหรับเหตุการณ์เผชิญหน้าในระยะใกล้
- อาวุธและยานพาหนะที่หลากหลายตามยุคสมัย
- ระบบตำรวจที่จะตอบโต้และยกระดับความรุนแรงตามกิจกรรมอาชญากรรมของผู้เล่น
ระบบ Wanted ถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตอบสนองต่อพฤติกรรมอาชญากรรมแบบไดนามิก และผู้เล่นสามารถลด Heat (ระดับการตามล่า) ได้ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเปลี่ยนรถ ซึ่งช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้กับภารกิจโดยไม่ทำให้เสียโฟกัสหลักของเกม

โลกและบรรยากาศในเกม
Empire Bay ในช่วงปี 1940s และ 1950s คือหนึ่งในการจำลองยุคสมัยที่สมจริงที่สุดในเกมแนว Open-world ตัวเมืองให้ความรู้สึกเหมือนมีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ฉากประกอบ สถานีวิทยุจะเปิดเพลงลิขสิทธิ์จากศิลปินอย่าง Chuck Berry, Muddy Waters และ Dean Martin ทำให้การขับรถไปตามจุดต่างๆ บนแผนที่ดูมีอรรถรสมากขึ้น ดนตรีจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมจากอเมริกาช่วงสงครามสู่ยุคกำเนิดของ Rock and Roll

เรื่องราวของ Vito ถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงชีวิตที่ชัดเจน และตัวเมืองก็สะท้อนถึงแต่ละช่วงออกมาได้เป็นอย่างดี ถนนที่ดูมืดมนหลังสงครามในปี 1945 ได้เปลี่ยนไปสู่ Empire Bay ที่เจริญรุ่งเรืองและดูหรูหราขึ้นในปี 1951 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาพและโทนสีนี้ช่วยเสริมเนื้อเรื่องได้ดีโดยไม่ต้องใช้บทสนทนาแม้แต่คำเดียว

เรื่องราวมาเฟียสุดยิ่งใหญ่: Mafia II ยังคงน่าเล่นอยู่ไหมในแง่ของเนื้อเรื่อง?
คำตอบสั้นๆ คือ ใช่เลย Mafia II ทุ่มเทให้กับเนื้อเรื่องในแบบที่เกม Open-world ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน Vito และคู่หูอย่าง Joe Barbaro ให้ความรู้สึกเหมือนตัวละครที่มีมิติสมจริง ไม่ใช่แค่ตัวละครแทนผู้เล่น และเหล่าตัวละครสมทบอย่างหัวหน้าแก๊งมาเฟีย, นักจัดการปัญหา (Fixer) และคู่แข่ง ก็ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับความขัดแย้งเรื่องอำนาจในเกมได้อย่างดี เนื้อเรื่องครอบคลุมชีวิตของ Vito เกือบหนึ่งทศวรรษ ผ่านทั้งความภักดี การหักหลัง และผลลัพธ์ที่ตามมา ด้วยความมั่นใจที่ทำให้เกมมีความกระชับและน่าติดตาม
ตัวแคมเปญไม่มีการยัดเยียดเนื้อหาเสริม (Filler) ที่ไม่จำเป็น ภารกิจต่างๆ จะช่วยขับเคลื่อนเนื้อเรื่องไปข้างหน้าโดยตรง และเกมจะจบลงเมื่อเนื้อเรื่องสิ้นสุด ซึ่งใช้เวลาเล่นประมาณ 10 ถึง 12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นของแต่ละคน ความพอดีนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบการณ์ในเกมนี้ยอดเยี่ยม











