ภาพรวม
Marvel's Midnight Suns คือเกมแนว Tactical RPG ที่พัฒนาโดย Firaxis Games และจัดจำหน่ายโดย 2K Games ซึ่งวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม 2022 ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Hunter ตัวละครออริจินัลที่ปรับแต่งได้ตามใจชอบ ซึ่งถูกปลุกชีพขึ้นมาเพื่อนำทีม Midnight Suns ต่อกรกับ Lilith ราชินีแห่งปีศาจ (Mother of Demons) ที่ถูกกลุ่ม Hydra ปลุกชีพขึ้นมาด้วยพลังแห่งศาสตร์มืดและวิทยาศาสตร์ เกมนี้ผสมผสานระบบ Turn-based Strategy เข้ากับการต่อสู้ด้วยการ์ด (Card-based combat) และระบบความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินคาดภายใน Abbey ฐานทัพลับสุดเหนือธรรมชาติของทีม
ตัวละครในเกมยกทัพมาจากทั่วทั้ง Marvel Universe โดยมีทั้งสายพลังเหนือธรรมชาติอย่าง Blade, Ghost Rider และ Magik มาผสมผสานกับเหล่า Avengers ตัวท็อปอย่าง Iron Man, Captain Marvel และ Doctor Strange การผสมผสานนี้ทำให้เกมมีมิติที่หลากหลาย ซึ่งหาได้ยากในเกมซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป โดยสลับอารมณ์ไปมาระหว่างแอ็กชันระดับคอสมิกกับความสยองขวัญแบบไสยศาสตร์ในภารกิจเดียวกัน Wolverine ก็มา Spider-Man ก็มี และ Doctor Doom ยังโผล่มาขโมยซีนในช่วงท้ายเกม ซึ่งทิ้งปมเรื่องราวเอาไว้ให้ชวนติดตามต่ออีกด้วย
ระบบเกมเพลย์และกลไกต่างๆ
หัวใจหลักของการต่อสู้คือการใช้ Ability Cards ที่จั่วมาจากเด็ค (Deck) ที่เราจัดเอง ฮีโร่แต่ละตัวจะมีชุดการ์ดเฉพาะตัว และผู้เล่นจะต้องจัดเด็คผสมก่อนเริ่มภารกิจ โดยเลือกฮีโร่ 3 ตัวที่จะลงสนามร่วมกับ Hunter ในระหว่างการต่อสู้ เราจะมีการ์ดในมือ 8 ใบ และต้องบริหาร Action Points เพื่อโจมตี บัฟ (Buff) เพื่อนร่วมทีม หรือใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์

กลไกสำคัญประกอบด้วย:
- การทำคอมโบการ์ด (Card combo chains) เพื่อสะสม Heroism ไว้ใช้ท่าไม้ตายสุดโหด
- การใช้สภาพแวดล้อมโจมตีแบบ Knockback เพื่อทำดาเมจโบนัส
- ระบบ Redraw สำหรับเปลี่ยนการ์ดในมือเมื่อได้ชุดที่ไม่ถูกใจ
- Passive Abilities เฉพาะตัวของฮีโร่แต่ละคนที่จะทำงานตลอดเวลาไม่ว่าการ์ดจะเป็นอย่างไร
- เส้นทางพลัง Light และ Dark ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Hunter
ระบบนี้ให้รางวัลกับผู้เล่นที่เน้นวางแผนคอมโบการ์ดมากกว่าการบุกตะลุยดะ การทำ Knockback chain ที่แม่นยำสามารถจัดการศัตรูทั้งกลุ่มได้โดยไม่ต้องเสียการ์ดโจมตีเลยสักใบ ซึ่งให้ความรู้สึกฟินและฉลาดสุดๆ เมื่อทำสำเร็จ

Abbey คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?
Abbey ทำหน้าที่เป็น Social Hub ของเกมระหว่างทำภารกิจ ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีกว่าเกมอื่นๆ ทั่วไปมาก Hunter สามารถเดินสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับเหล่าฮีโร่ นัดแฮงเอาต์ (Hangouts) ให้ของขวัญ และค่อยๆ สร้างค่าความสัมพันธ์ (Friendship levels) เพื่อปลดล็อกการ์ดใหม่ๆ และโบนัส Passive ในการต่อสู้ การใช้เวลาดูหนังกับ Spider-Man หรือออกไปวิ่งตอนเช้ากับ Captain Marvel ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของตัวละครเหล่านั้นในสนามรบ
ระบบสังคมนี่แหละคือจุดที่ทำให้ Midnight Suns แตกต่างจากเกม Tactical RPG อื่นๆ อย่างชัดเจน ความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมที่แปะไว้ข้างๆ ระบบวางแผน แต่มันคือ "กลยุทธ์" หลักเลยทีเดียว การอัปค่าความสัมพันธ์ของฮีโร่จนเต็มจะช่วยปลดล็อกความสามารถที่ทรงพลังที่สุด ดังนั้นการเลือกบทสนทนาจึงสำคัญมาก

โลกและบรรยากาศในเกม
เนื้อเรื่องเน้นหนักไปที่ตำนานสายมืดของ Marvel ทั้ง Chthon, Darkhold และด้านมืดของจักรวาลจะถูกหยิบมาเป็นจุดศูนย์กลางแทนที่จะเป็นภัยคุกคามระดับ Avengers ทั่วไป พล็อตเรื่องมีการหักมุมที่คาดไม่ถึงหลายจุด รวมถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของ Lilith และต้นกำเนิดของ Hunter ซึ่งช่วงท้ายเกมไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางที่หลายคนคาดเดาไว้ในช่วงแรกแน่นอน
การปรากฏตัวสั้นๆ ของ Doctor Doom ในตอนท้ายถือเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ดีที่สุดของเกม เขาโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแต่กลับเปลี่ยนความหมายของความขัดแย้งทั้งหมดทันที มันคืออารมณ์แบบฉากหลังเครดิตที่เกม Marvel ส่วนใหญ่ทำได้ไม่ถึง
อิทธิพลและสิ่งที่ทิ้งไว้
ในช่วงเปิดตัว Midnight Suns ได้รับคะแนนวิจารณ์ในระดับสูง โดยสื่อหลายสำนักให้คะแนนระหว่าง 88 ถึง 95 จาก 100 สำหรับเวอร์ชัน PC ระบบการต่อสู้แบบการ์ดถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Slay the Spire ในแง่โครงสร้าง แต่การเล่นจริงนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยการวางตำแหน่งแบบ Grid-adjacent และฟิสิกส์ของสภาพแวดล้อม ทำให้มันให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับ XCOM ที่มีการ์ดเข้ามาเสริม สำหรับผู้เล่นที่เบื่อเกมการ์ดจ๋าๆ แต่รักเกมวางแผน Turn-based เกม Midnight Suns ถือว่ามีพื้นที่เฉพาะตัวที่โดดเด่นมากในแนวนี้

เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
ตัวเกมหลักมีความยาวประมาณ 40 ถึง 60 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เวลาไปกับกิจกรรมใน Abbey และภารกิจเสริมมากแค่ไหน มี DLC 4 แพ็กที่เพิ่ม Deadpool, Venom, Morbius และ Storm เข้ามาเป็นฮีโร่ที่เล่นได้หลังจากเกมวางจำหน่าย ซึ่งแต่ละตัวก็มาพร้อมชุดการ์ดและภารกิจเนื้อเรื่องของตัวเอง สำหรับ Enhanced Edition บน PS5 และ Xbox Series X จะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพและรวมเนื้อหาทั้งหมดที่เคยปล่อยออกมาไว้แล้ว การตั้งค่าความยากที่หลากหลายและเส้นทางพลัง Light/Dark ของ Hunter ช่วยให้การเล่นรอบใหม่รู้สึกแตกต่างในเชิงกลไก แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักจะคงเดิมก็ตาม





