Overview
Max Payne 3 กลับมาอีกครั้งในรอบ 9 ปีหลังจากภาคสอง โดยคราวนี้เราจะได้พบกับ Max ในบทบาทของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวในประเทศบราซิล แทนที่จะเป็นบรรยากาศเมือง New York ที่เต็มไปด้วยสายฝนแบบที่แฟนๆ คุ้นเคย งานคุ้มกันครอบครัวของ Rodrigo Branco มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์เกิดผิดพลาดอย่างรุนแรง ทำให้ Max ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ตัวคนเดียวในเมืองที่ไม่คุ้นเคย พร้อมกับต้องไขปมปริศนาที่ยิ่งขุดลึกลงไปเท่าไหร่ก็ยิ่งนองเลือดมากขึ้นเท่านั้น Rockstar Studios สร้างเกมนี้ขึ้นมาในรูปแบบ Cinematic Third-Person Shooter ที่ไม่มีฉากโหลดคั่นระหว่างเกมเพลย์กับคัตซีน ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดไหลลื่นเหมือนเรากำลังดูหนังแอ็กชันสุดเดือดแบบยาวๆ เลยทีเดียว
เนื้อเรื่องของเกมนี้ยังคงเป็นหนึ่งในการถ่ายทอดตัวเอกที่มีพฤติกรรมทำลายตัวเองได้สมจริงที่สุดในเกมแนวแอ็กชัน Max ไม่ใช่ฮีโร่ที่มาเพื่อไถ่บาป แต่เป็นเพียงชายที่พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา การพากย์เสียงโดย James McCaffrey นั้นทรงพลังมาก และบทพูดก็มีความเป็น Noir แบบจัดเต็มโดยไม่ดูตลกจนเกินไป

Gameplay and mechanics
ระบบการยิงที่เป็นหัวใจหลักของ Max Payne 3 ยังคงเป็นหนึ่งในเกม Third-Person Shooter ที่แม่นยำและลื่นไหลที่สุด โดยมีระบบสำคัญๆ ดังนี้:

- Bullet Time: ระบบหน่วงเวลาช่วยให้เล็งยิงได้อย่างแม่นยำ
- Shootdodge: ท่ากระโดดสโลว์โมชันพร้อมลั่นไกใส่ศัตรู
- Cover system: ระบบเข้าที่กำบังที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้ ช่วยให้วางแผนการเล่นได้ดีขึ้น
- Last Man Standing: ช่วยให้ Max รอดตายจากจังหวะโดนปิดฉากได้หากมี Painkillers ติดตัว
- Natural Motion's Euphoria system: ระบบฟิสิกส์ที่ทำให้การตอบสนองของตัวละครสมจริงสุดๆ
ระบบ Cover system เป็นครั้งแรกของซีรีส์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้วางแผนการบุกแทนที่จะกระโดดพุ่งตัวไปทั่วห้อง แต่ถึงอย่างนั้น เกมก็ยังสนับสนุนให้เราเล่นแบบดุดันอยู่ดี เพราะถ้ามัวแต่หลบหลังที่กำบังนานเกินไปก็จะโดนอ้อมมาตลบหลังได้ แถมเกจ Bullet Time จะรีฟิลได้ก็ต่อเมื่อเรายิงโดนศัตรูเท่านั้น ดังนั้นการเล่นแบบเซฟเกินไปอาจทำให้เราเสียเปรียบได้
World and setting
การเลือกใช้ São Paulo เป็นฉากหลังทำให้ Max Payne 3 มีเอกลักษณ์ทางภาพที่ต่างจากภาคก่อนๆ อย่างชัดเจน เกมพาเราไปตั้งแต่ปาร์ตี้สุดหรูบนเพนต์เฮาส์ ดาดฟ้าในสลัม สนามฟุตบอล ไปจนถึงอาคารผู้โดยสารในสนามบิน แต่ละจุดเก็บรายละเอียดมาดีมากจนรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่จริงไม่ใช่แค่ฉากหลังของเกมยิง การเปลี่ยนจากบรรยากาศ Noir ใน New York มาเป็นความร้อนระอุของบราซิลอาจเป็นที่ถกเถียงในช่วงเปิดตัว แต่บรรยากาศโดยรวมนั้นเอาอยู่จริงๆ เพลงประกอบต้นฉบับโดย Hector Bisonte ผสมผสานซาวด์อิเล็กทรอนิกส์เข้ากับดนตรีออร์เคสตราได้อย่างลงตัว เข้ากับสถานที่โดยไม่รู้สึกเหมือนโฆษณาการท่องเที่ยว

What does the complete edition include?
Complete edition ของ Max Payne 3 บน PC รวมตัวเกมหลักเข้ากับ DLC ทุกตัวที่เคยปล่อยออกมา ไม่ว่าจะเป็น Deathmatch Made In Heaven pack, Painful Memories, Hostage Negotiation, Local Justice, Silent Killer Loadout Pack, Cemetery Map, Special Edition Pack, Deadly Force Burst, Pill Bottle Item และสกินตัวละคร Classic Max Payne 1 สำหรับโหมด Multiplayer นั้น DLC เหล่านี้ได้เพิ่มแผนที่และโหมดการเล่นใหม่ๆ ที่ช่วยขยายความสนุกในการแข่งขันได้อีกเยอะเลย
Multiplayer and social
โหมด Multiplayer ของ Max Payne 3 นั้นทำออกมาได้ลึกกว่าที่หลายคนคาดหวังจากเกมที่เน้นเนื้อเรื่อง โดยโหมด Gang Wars จะเชื่อมโยงแมตช์ต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามผลลัพธ์ของรอบก่อนหน้า ระบบ Crew ช่วยให้ผู้เล่นรวมกลุ่มกันได้อย่างเหนียวแน่น และระบบ Progression ก็เชื่อมโยงกับทั้ง Multiplayer และระบบ Rockstar Social Club ในภาพรวม แม้โหมดนี้จะไม่ได้อยู่ยงคงกระพันเท่าเกมออนไลน์อื่นๆ ของ Rockstar แต่ความตั้งใจในการออกแบบนั้นชัดเจน และระบบการยิงของเกมหลักก็ถ่ายทอดมาสู่การแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม

Content and replayability
นอกเหนือจากแคมเปญหลักแล้ว Max Payne 3 ยังมีโหมด New York Minute Hardcore ซึ่งเป็นโหมดจำกัดเวลาที่ตัดระบบ Checkpoint ออกไป ทำให้ต้องเล่นแบบไร้ที่ติถึงจะผ่านได้ ส่วน Arcade Mode ก็ให้ผู้เล่นได้ไล่ล่าทำคะแนนบน Leaderboard ในแต่ละด่าน แผนที่ DLC และสกินตัวละคร Classic Max Payne ในเวอร์ชัน Complete edition ยังช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทั้งในแง่ของแฟชั่นและการแข่งขันสำหรับผู้เล่นที่กลับมาเล่นซ้ำ สำหรับใครที่อยากสัมผัสอะไรที่มากกว่าแค่เนื้อเรื่อง โหมดไล่ล่าคะแนนเหล่านี้มอบประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยยังคงใช้ระบบการยิงสุดมันที่เป็นจุดเด่นของเกมนี้เอาไว้ครบถ้วน






















