ภาพรวม
Metro Exodus คือเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (FPS) ที่พัฒนาโดย 4A Games และจัดจำหน่ายโดย Deep Silver โดยมีฉากหลังเป็นโลกหลังสงครามนิวเคลียร์ที่ทำให้รัสเซียกลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Artyom สมาชิกหน่วย Spartan Ranger ที่ตัดสินใจละทิ้งสถานีรถไฟใต้ดิน Moscow Metro ในปี 2036 เพื่อนำทีมออกเดินทางข้ามทวีปไปทางตะวันออกด้วยรถไฟจักรไอน้ำ Aurora เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม เนื้อเรื่องจะดำเนินผ่าน 4 ฤดูกาลที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูหนาวนิวเคลียร์ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีสภาพแวดล้อม ภัยคุกคาม และบรรยากาศที่โดดเด่นไม่ซ้ำกัน
ตัวเกมดึงจุดเด่นมาจากนิยายชุด Metro ของ Dmitry Glukhovsky ซึ่งรากฐานทางวรรณกรรมนี้ทำให้เนื้อเรื่องมีความลึกซึ้ง ตัวละครบนรถไฟ Aurora ให้ความรู้สึกเหมือนคนจริงๆ ที่มีประวัติความเป็นมา ไม่ใช่แค่ NPC ที่คอยแจกเควสต์ และทุกการตัดสินใจของ Artyom ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงออกผ่านการกระทำมากกว่าการเลือกตอบในเมนู จะเป็นตัวกำหนดบทสรุปของเรื่องราวที่คุณจะได้รับ

Metro Exodus content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
Metro Exodus เน้นระบบการเล่นที่ต้องบริหารจัดการทรัพยากรที่จำกัดและการเอาตัวรอดเฉพาะหน้า กระสุนปืนเป็นของหายาก ไส้กรองหน้ากากกันแก๊ส (Gas mask filters) จะเสื่อมสภาพเมื่ออยู่ในเขตพิษ และอาวุธจะพังเร็วหากไม่หมั่นซ่อมแซม ระบบคราฟต์ไอเทม (Crafting system) ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ทันทีในพื้นที่: Artyom สามารถอัปเกรดและซ่อมแซมอุปกรณ์ได้ที่โต๊ะทำงาน (Workbench) หรือใช้กระเป๋าเป้ในขณะออกสำรวจ ซึ่งช่วยให้การเล่นลื่นไหลและไม่ต้องเข้าเมนูบ่อยจนเสียอรรถรส

Metro Exodus content image
ระบบหลักที่สร้างประสบการณ์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์:
- การลอบสังหาร (Stealth takedowns) และอุปกรณ์เบี่ยงเบนความสนใจ
- การปรับแต่งอาวุธ (Weapon customization) ด้วยชิ้นส่วนที่เก็บได้
- การจัดการหน้ากากกันแก๊สในเขตปนเปื้อนรังสี
- ระบบศีลธรรม (Moral system) ที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่น
- วงจรกลางวัน/กลางคืนที่ส่งผลต่อรูปแบบการลาดตระเวนของศัตรู
การออกแบบฉากแบบไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear level design) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเกม Metro ภาคก่อนๆ บทอย่าง Volga และ Caspian มอบพื้นที่ขนาดใหญ่ให้ผู้เล่นได้สำรวจอย่างอิสระ ในขณะที่บทอื่นๆ อย่าง Taiga จะเน้นการเล่าเรื่องที่กระชับและตรงไปตรงมามากกว่า ซึ่งทั้งสองสไตล์ทำออกมาได้ลงตัวและไม่น่าเบื่อเลย

Metro Exodus content image
โลกและบรรยากาศ
รัสเซียในยุคหลังวันสิ้นโลกคือจุดแข็งที่สุดของเกม แต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ทางภาพที่ชัดเจน: แม่น้ำที่เป็นน้ำแข็งและเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำใน Volga, ทะเลทรายที่ร้อนระอุและกลุ่มค้าทาสใน Caspian, ป่าทึบและลัทธิประหลาดใน Taiga และความเสื่อมโทรมทางอุตสาหกรรมใน Dead City สภาพแวดล้อมเหล่านี้ให้ความรู้สึกเหมือนสถานที่ที่มีตัวตนอยู่จริงก่อนสงคราม ไม่ใช่แค่ฉากที่สร้างขึ้นมาเพื่อการต่อสู้เท่านั้น
สัตว์กลายพันธุ์และกลุ่มมนุษย์ในแต่ละโซนก็มีพฤติกรรมที่ต่างกันออกไป พวกโจรใน Caspian ใช้ยานพาหนะแบบทำเองและเน้นจำนวนที่เหนือกว่า ส่วนเด็กๆ ในป่า Taiga นั้นดุร้ายและรวดเร็ว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การสำรวจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดเดาไม่ได้ แทนที่จะเป็นการเจอศัตรูซ้ำๆ เดิมๆ
งานภาพและเสียง
4A Engine จัดการ Metro Exodus ได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะเวอร์ชัน PC ที่รองรับ Ray tracing ซึ่งช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การมองเห็นในพื้นที่ใต้ดินและภายในอาคารได้อย่างชัดเจน ระบบแสงคือจุดแข็งทางเทคนิคที่โดดเด่นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟฉายที่ส่องผ่านอุโมงค์มืดมิด หรือแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหมอกควันกัมมันตภาพรังสี
งานออกแบบเสียงก็มีคุณภาพไม่แพ้งานภาพ การเลือกใช้เสียงพากย์ภาษารัสเซียแทนภาษาอังกฤษจะช่วยเพิ่มความอินได้มากกว่ามาก เสียงบรรยากาศในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมใน Caspian หรือเสียงน้ำแข็งลั่นใน Volga ช่วยสื่อถึงอันตรายและระยะห่างได้ดีกว่า HUD ที่แสดงบนหน้าจอเสียอีก

Metro Exodus content image
ความต้องการของระบบ
เนื้อหาและความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
ตัวเกมหลักมีความยาวประมาณ 15 ถึง 20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการสำรวจของคุณ นอกจากนี้ยังมี DLC เนื้อเรื่องอีก 2 บท ได้แก่ The Two Colonels และ Sam's Story ที่ช่วยขยายประสบการณ์การเล่นให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้น The Two Colonels จะพาคุณย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศอุโมงค์แบบ Metro ดั้งเดิมที่เน้นเส้นทางตรง ส่วน Sam's Story จะเปิดพื้นที่ Sandbox ใหม่พร้อมตัวเอกคนใหม่ ทั้งสองบทนี้รวมอยู่ใน Metro Exodus Complete Edition ซึ่งถือเป็นเวอร์ชันที่สมบูรณ์ที่สุดของเกม และด้วยฉากจบที่หลากหลายซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่นตลอดทั้งแคมเปญ การเล่นรอบที่สองจะทำให้คุณเห็นว่าการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ นั้นส่งผลกระทบมากกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก








