ภาพรวม
Metro: Last Light คือเกมแนว first-person shooter ที่พัฒนาโดย 4A Games และจัดจำหน่ายโดย Deep Silver วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2013 เนื้อเรื่องดำเนินต่อจากเหตุการณ์ใน Metro 2033 หนึ่งปี โดยเราจะได้รับบทเป็น Artyom ที่ต้องเดินทางผ่านอุโมงค์ใต้ดินของกรุง Moscow ที่ล่มสลาย ท่ามกลางความขัดแย้งของเหล่าแฟรกชัน (factions) ที่กำลังฉีกทึ้งเศษซากอารยธรรมที่เหลืออยู่ใต้ดิน เกมเริ่มต้นต่อจากฉากจบแบบ bad ending ของภาคก่อนหน้า ซึ่ง Artyom ยังคงถูกหลอกหลอนจากสิ่งที่เขาทำลงไปในการทำลายล้างเหล่า Dark Ones และต้องออกตามหาผู้รอดชีวิตปริศนาที่ถูกเรียกว่า Prisoner
โครงสร้างเนื้อเรื่องมีความเข้มข้นและตั้งใจนำเสนอมาก Artyom ไม่ใช่ตัวเอกที่ว่างเปล่า แต่เขามีปูมหลังและภาระทางใจตั้งแต่เริ่มเกม ซึ่งโลกในเกมก็สะท้อนสิ่งเหล่านั้นออกมาได้อย่างดี เมืองในสถานีรถไฟต่าง ๆ กำลังติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งเพื่อแย่งชิง D6 คลังแสงทางทหารที่บรรจุอาวุธซึ่งสามารถทำลายล้างสิ่งที่เหลืออยู่ของมนุษยชาติได้ เนื้อเรื่องดำเนินผ่านมุมมองของแฟรกชันเหล่านี้โดยไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นฮีโร่ ทำให้บทมีความลึกและมีมิติมากกว่าเกมยิงทั่วไปในแนวเดียวกัน

เกมเพลย์และระบบการเล่น
Core loop ของ Metro: Last Light คือการเน้นความใจเย็นมากกว่าการบุกตะลุย Artyom สามารถพกอาวุธได้สูงสุด 3 ชิ้น และกระสุนก็หายากสุด ๆ กระสุนเกรดทหาร (Military-grade bullets) ถูกใช้เป็นสกุลเงินในระบบเศรษฐกิจของ Metro ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้ผู้เล่นตลอดเวลาว่าจะเลือกระหว่างการใช้กระสุนยิงศัตรูหรือเก็บไว้แลกเสบียง ระบบนี้เองที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกมยิงทั่วไปที่กระสุนมีให้เก็บเกลื่อนกลาด

ระบบหลักที่นิยามประสบการณ์การเล่น:
- การลอบสังหาร (Stealth takedowns) (เลือกได้ทั้งแบบสังหารและไม่สังหาร)
- การบำรุงรักษาหน้ากากกันแก๊สและการจัดการฟิลเตอร์
- การบริหารทรัพยากรแบบ bullet-economy
- ระบบลอบเร้นโดยใช้แสง (Light-based stealth)
- การติดตามค่า Moral choice ผ่านการกระทำที่ซ่อนอยู่
การลอบเร้น (Stealth) เป็นสิ่งที่แนะนำแต่ไม่บังคับ ผู้เล่นสามารถปะทะกับศัตรูตรง ๆ ได้ แต่การใช้กระสุนจนหมดไปกับการสู้กับมนุษย์จะทำให้คุณไม่มีกระสุนเหลือไว้รับมือกับพวกกลายพันธุ์ (mutants) ที่รออยู่ข้างหน้า เกมจะคอยบันทึกค่า Moral choice ของคุณไว้อย่างเงียบ ๆ ในเบื้องหลัง ซึ่งทางเลือกเหล่านี้จะส่งผลต่อฉากจบที่ Artyom จะได้รับ

โลกและบรรยากาศ
ตัว Metro เองเปรียบเสมือนตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุดใน Last Light ทาง 4A Games สร้างโลกใต้ดินที่ให้ความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่จริง ๆ ด้วยเมืองในสถานีที่แออัด เต็มไปด้วยพ่อค้า ทหาร ผู้ลี้ภัย และเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอก ส่วนบนพื้นดิน เส้นขอบฟ้าของ Moscow ที่เต็มไปด้วยพิษถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเอียดจนให้ความรู้สึกกดดันมากกว่าจะเป็นแค่ฉากประกอบ

ฉากบนพื้นดินอาจจะสั้นแต่ก็น่าจดจำ ฟิลเตอร์จะค่อย ๆ ลดลงแบบเรียลไทม์ บีบให้ผู้เล่นต้องเคลื่อนที่อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่ต้องดื่มด่ำกับความอ้างว้างรอบตัว ความแตกต่างระหว่างอุโมงค์ที่อึดอัดกับเมืองที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสีด้านบนช่วยสร้างจังหวะการเล่นที่หลากหลายอย่างแท้จริง
งานภาพและเสียง
สำหรับเกมที่วางจำหน่ายในปี 2013 Metro: Last Light ถือว่ารีดประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์ได้สุด ๆ เวอร์ชัน Redux ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่เล่นได้ทั้งบน PC, PlayStation, Xbox, macOS และ iOS มาพร้อมกับการอัปเกรดงานภาพและตัวเลือกความยาก Ranger Mode โดย Ranger Mode จะตัด HUD ออกทั้งหมดและลดอัตราการดรอปของกระสุนลงอีก ทำให้เกมกลายเป็นแนว survival horror มากกว่าเกมยิงทั่วไป
งานเสียงยังคงยอดเยี่ยมในทุกเวอร์ชัน ทั้งเสียงลมหายใจของ Artyom ผ่านหน้ากากกันแก๊สที่เสียหาย เสียงหอนของพวกกลายพันธุ์ในอุโมงค์ที่มีน้ำท่วมขัง หรือเสียงปืนอู้อี้จากการปะทะของแฟรกชันในห้องถัดไป งานเสียงทำออกมาได้ละเอียดจนสามารถเล่าเรื่องราวผ่านสภาพแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง
Metro: Last Light ใน Ranger Mode คุ้มค่าที่จะเล่นไหม?
Ranger Mode คือวิธีสัมผัสประสบการณ์เกมที่ถึงใจที่สุดสำหรับผู้เล่นที่ต้องการความตึงเครียดขั้นสุด การเอา HUD ออกทำให้ต้องพึ่งพาการสังเกตสิ่งต่าง ๆ ในฉากด้วยตัวเอง การที่กระสุนหายากขึ้นจะผลักดันระบบ bullet-economy ให้ถึงขีดจำกัด และการต่อสู้จะกลายเป็นเรื่องอันตรายจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทางผ่าน มันคือเวอร์ชันที่ยากและดิบกว่าของเกมยิงแนว post-apocalyptic ที่ท้าทายอยู่แล้ว และมันจะให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่ใส่ใจในรายละเอียดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบรรยากาศในเกมนี้











