ภาพรวม
Mirror's Edge พัฒนาโดย EA Digital Illusions CE และจัดจำหน่ายโดย Electronic Arts จะพาผู้เล่นดิ่งเข้าสู่เมืองแห่งโลกอนาคตที่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว Faith Connors คือ Runner หนึ่งในเครือข่ายนักส่งของใต้ดินที่คอยรับส่งข้อความผ่านทางดาดฟ้าตึกทั่วเมืองเพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับของรัฐบาล เมื่อ Kate น้องสาวของเธอถูกใส่ร้ายในคดีฆาตกรรม งานส่งของส่วนตัวจึงกลายเป็นภารกิจไล่ล่าที่ต้องวิ่งหนีไปทั่วเมืองท่ามกลางแผนการสมคบคิดสุดอันตราย
ตัวเกมวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2008 และสร้างความแตกต่างจากเกมอื่นบนเชลฟ์ในปีนั้นทันที เกมมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person) ส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะเป็นเกมยิง แต่ Mirror's Edge เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นทั้งอาวุธและพาหนะ ด้วยท่าทางการวิ่งที่สมจริง การกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง และมุมกล้องที่เอียงไปตามจังหวะการ Vault (กระโดดข้าม) และ Roll (กลิ้งตัว) นี่คือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและตั้งใจอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนไหวในมุมมองบุคคลที่หนึ่งควรจะให้ความรู้สึกอย่างไร

เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจสำคัญของ Mirror's Edge คือการคุม Momentum (แรงเหวี่ยง) โดยชุดทักษะการเคลื่อนไหวของ Faith ประกอบด้วย:

- Wall-run (วิ่งไต่กำแพง) ในแนวตั้ง
- Vault และ Slide (สไลด์) ลอดผ่านสิ่งกีดขวาง
- Coil jump (กระโดดเด้งตัว) จากกำแพงเพื่อขึ้นสู่ที่สูง
- Disarm takedowns (แย่งอาวุธ) เมื่อศัตรูขวางทาง
- Quick-turn pivots (หมุนตัวกลับหลัง) เพื่อเปลี่ยนทิศทางขณะวิ่ง
เกมใช้ระบบสีที่เรียกว่า Runner Vision ซึ่งวัตถุหรือพื้นผิวสีแดงจะเป็นตัวบอกเส้นทางหลักที่ควรไป ผู้เล่นจะเลือกวิ่งตามมาร์กเกอร์เหล่านี้หรือเมินมันเพื่อหาเส้นทางที่เร็วกว่าก็ได้ แม้จะมีระบบต่อสู้แต่ตัวเกมก็ไม่สนับสนุนให้เราหยุดสู้ เพราะการหยุดเพื่อปะทะจะทำให้เสียความเร็วและ Momentum ไปเปล่าๆ การออกแบบเกมจึงเน้นให้ผู้เล่นหาทางเลี่ยงศัตรูมากกว่าการบวกตรงๆ

มุมกล้องจะมีการสั่นไหวไปตามการเคลื่อนไหวของ Faith แทนที่จะล็อกอยู่กับที่ ฟังดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยแต่มันเปลี่ยนทุกอย่าง การวิ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังวิ่งจริงๆ การลงพื้นแรงๆ ก็จะให้ความรู้สึกกระแทกอย่างชัดเจน ความสมจริงของระบบการเคลื่อนไหวนี้เองที่ทำให้ Mirror's Edge ยังคงเป็นที่จดจำแม้เวลาจะผ่านไปเกือบสองทศวรรษแล้วก็ตาม
โลกและบรรยากาศในเกม
เมืองใน Mirror's Edge ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาคแรก แต่เอกลักษณ์ทางภาพนั้นโดดเด่นจนจำได้แม่น สถาปัตยกรรมสีขาวโพลน พื้นผิวเรขาคณิตที่สะอาดตา ตัดกับสีสันสดใสจากท่อ ช่องระบายอากาศ และป้ายไฟต่างๆ งานภาพที่เลือกใช้มีความตั้งใจแฝงอยู่: ความสว่างของเมืองสื่อถึงการควบคุมแบบเผด็จการ ทุกอย่างที่มองเห็น ทุกอย่างที่ถูกจับตา และทุกอย่างที่ถูกจัดระเบียบ
เรื่องราวของ Faith แบ่งออกเป็น 9 บท แต่ละบทจะพาไปสำรวจส่วนต่างๆ ของเมือง ตั้งแต่ตึกระฟ้าของบริษัทเอกชน ไซต์ก่อสร้าง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกใต้ดิน เนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนักการเมืองสายปฏิรูป บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนที่รันโปรแกรมลับต่อต้าน Runner ที่เรียกว่า Project Icarus และเหล่าพันธมิตรที่ความจงรักภักดีเปลี่ยนไปมาตามแผนการที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมา โดยเนื้อเรื่องจะเล่าผ่านคัตซีนแบบแอนิเมชันแทนที่จะเป็นภาพในเกม ซึ่งเป็นสไตล์ที่ทำให้เกมมีกลิ่นอายของ Graphic novel ที่ชัดเจน
อิทธิพลและตำนาน
Mirror's Edge มาถึงในยุคที่ตลาดเกมยังไม่พร้อมจะรับมือกับมัน คะแนนรีวิวในตอนนั้นแตกเป็นสองฝั่ง นักวิจารณ์ชื่นชมระบบการเคลื่อนไหวและงานภาพ แต่ก็ตั้งคำถามกับระบบต่อสู้และการดำเนินเรื่อง ผู้เล่นที่อินกับระบบ Parkour ต่างก็กลับมาเล่นซ้ำ และตัวเกมก็ได้สร้าง Community ที่เหนียวแน่นรอบการทำ Speedrun ในแต่ละด่านจนถึงระดับเฟรมต่อเฟรม

อิทธิพลของเกมภาคแรกปรากฏให้เห็นในเกมแนว First-person movement ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความสมจริงของร่างกาย, Momentum และการนำทางในสภาพแวดล้อมได้ผลักดันแนวเกมนี้ไปในทิศทางที่เรายังเห็นได้จนถึงปัจจุบัน ภาคต่ออย่าง Mirror's Edge Catalyst ได้วางจำหน่ายในปี 2016 ในรูปแบบ Open-world ที่ตีความเรื่องราวของ Faith ใหม่ แต่ภาคแรกยังคงเป็นเวอร์ชันที่บริสุทธิ์และโฟกัสกับคอนเซปต์ได้ดีที่สุด เป็นเกมแนว First-person platformer ความยาว 6-8 ชั่วโมงที่ยังคงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในเกม Action-adventure ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดเท่าที่ EA เคยจัดจำหน่ายมา









