ภาพรวม
Mount & Blade: Warband ซึ่งวางจำหน่ายโดย TaleWorlds Entertainment ในเดือนมีนาคม 2010 คือภาคเสริมแบบ Standalone ที่นำทุกอย่างที่ภาคแรกสร้างไว้มาขัดเกลาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เกมพาผู้เล่นเข้าสู่ทวีปสมมติที่ชื่อ Calradia ในโลกยุคกลางที่แตกแยก ซึ่งมี 6 ฝ่ายกำลังทำสงครามแย่งชิงอำนาจและบัลลังก์ที่ยังว่างอยู่ เกมนี้ถือเป็นจุดบรรจบที่หาได้ยากระหว่างระบบต่อสู้แบบ Action, การเก็บเลเวลแบบ RPG และกลยุทธ์ระดับ Grand Strategy ซึ่งทำออกมาได้ลงตัวโดยไม่ทิ้งจุดเด่นของแต่ละด้านไปเลย
โหมดแคมเปญไม่มีเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว ผู้เล่นจะเริ่มจากนักเดินทางไร้นามที่มีทหารติดตัวเพียงหยิบมือและเงินในกระเป๋าไม่มากนัก จากนั้นค่อยๆ สร้างชื่อเสียงผ่านการประลองในทัวร์นาเมนต์ (Tournaments) งานรับจ้าง และชัยชนะในสนามรบ เมื่อคุณแกร่งพอ เหล่าลอร์ด (Lords) ก็จะยอมสวามิภักดิ์ เปิดทางให้คุณได้คุมกองทัพและครอบครองปราสาท ช่วงท้ายเกมนั้นเข้มข้นทั้งในแง่ของการเมืองและการทหารไม่แพ้กัน

Mount & Blade: Warband content image
ระบบเกมและกลไกการเล่น
ระบบการต่อสู้ของ Warband ยังคงเป็นหนึ่งในจุดที่โดดเด่นที่สุดของเกมแนวนี้ การโจมตีจะเป็นแบบ Directional (ตามทิศทาง) หมายความว่าองศาการเหวี่ยงเมาส์ของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าจะฟันจากด้านบน ซ้าย หรือขวา และการป้องกัน (Blocking) ก็ใช้หลักการเดียวกัน บนหลังม้า แรงเหวี่ยงคือสิ่งสำคัญ: การพุ่งชนด้วยหอก (Couched lance) ขณะควบม้าเต็มสปีดจะสร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่าการแทงในขณะที่ม้าหยุดนิ่ง กลไกสำคัญอื่นๆ ได้แก่:

Mount & Blade: Warband content image
- การต่อสู้ระยะประชิดและระยะไกลแบบกำหนดทิศทาง
- ฟิสิกส์การชาร์จบนหลังม้าที่ขึ้นอยู่กับความเร็ว
- ระบบขวัญกำลังใจ (Morale) ที่ทำให้ทหารแตกพ่ายเมื่อตกอยู่ภายใต้ความกดดัน
- การเก็บอาวุธที่ตกบนพื้นสนามรบมาใช้เป็นกระสุนสำรอง
- อาวุธขว้างที่สามารถใช้เป็นอาวุธระยะประชิดสั้นๆ ได้
การบริหารกองทัพต้องควบคู่ไปกับการรบ ทหารต้องการค่าจ้าง อาหาร และการดูแลขวัญกำลังใจ หากปล่อยให้ขวัญกำลังใจตกต่ำเกินไป ทหารจะหนีทัพ และถ้าคุณถูกล้อมในศึกชิงปราสาท (Siege) โดยไม่มีเสบียง สถานการณ์จะกลายเป็นเรื่องโหดร้ายทันที

Mount & Blade: Warband content image
แคมเปญให้คุณสร้างอะไรได้บ้าง?
โหมดแคมเปญคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Warband เล่นซ้ำได้ไม่รู้จบ ผู้เล่นสามารถเลือกเข้าพวกกับฝ่ายที่มีอยู่ ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่ง และยื่นคำร้องเพื่อเป็นขุนนาง (Vassal) ที่มีที่ดินในปกครอง (Fiefs) หรือจะเลือกเป็นอิสระ ประกาศตั้งอาณาจักรของตัวเอง และโน้มน้าวให้เหล่าลอร์ดแปรพักตร์มาเข้าพวกผ่านการใช้ชื่อเสียง (Renown) ของขวัญ และการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง นอกจากนี้ยังสามารถอัปเกรดเพื่อนร่วมทาง (Companions) ให้เป็นลอร์ดและมอบที่ดินให้ได้ ซึ่งเพิ่มมิติการบริหารจัดการที่คล้ายกับเกมแนว Grand Strategy โดยไม่ต้องพึ่งระบบที่ซับซ้อนจนเกินไป
การแต่งงานก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ การจีบสาวสูงศักดิ์ต้องอาศัยบทกวี การทำวีรกรรม หรือการได้รับความเห็นชอบจากครอบครัวของเธอ ซึ่งผลตอบแทนอาจเป็นพันธมิตรทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ในเกมที่ส่งผลต่อสถานะของฝ่ายนั้นๆ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คุณจะรู้ว่าการแต่งงานที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนความจงรักภักดีของลอร์ดในช่วงสงครามได้เลยทีเดียว
โหมดผู้เล่นหลายคนและฟีเจอร์ทางสังคม
Warband รองรับผู้เล่นสูงสุด 64 คนในการต่อสู้ออนไลน์ผ่าน 6 โหมด: Deathmatch, Team Deathmatch, Capture the Flag, Conquest, Battle และ Siege ระบบอุปกรณ์จะเชื่อมโยงกับเงินในเกมที่หาได้ระหว่างแมตช์ ดังนั้นผู้เล่นต้องใช้เงินซื้ออุปกรณ์ที่ดีขึ้นในแต่ละรอบ แทนที่จะเดินเข้าสนามรบด้วยชุดที่เทพที่สุดตั้งแต่เริ่ม แผนที่มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่สนามประลองที่ออกแบบมาอย่างดีไปจนถึงภูมิประเทศที่สุ่มสร้างขึ้น
ชุมชน Modding คือสิ่งที่ทำให้ Warband ยังคงมีชีวิตอยู่ได้นานเกินกว่าปีที่วางจำหน่ายเสียอีก โดยมี Total conversion อย่าง Prophesy of Pendor และ DLC อย่าง Napoleonic Wars ที่ขยายตัวเกมไปสู่ฉากหลังที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และเซิร์ฟเวอร์แบบ Persistent world ที่รันโดยผู้เล่นก็ทำให้เกมนี้กลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับเกมแนว Medieval MMO มากขึ้น เครื่องมือ Mod นั้นเปิดกว้างมากจนชุมชนสามารถสร้างคอนเทนต์แพ็กออกมาได้หลายร้อยแบบครอบคลุมทุกยุคสมัยในประวัติศาสตร์ที่คุณจะจินตนาการได้

Mount & Blade: Warband content image
อิทธิพลและมรดกของเกม
การปรับปรุงกราฟิกของ Warband จากภาคต้นฉบับได้เพิ่ม HDR, Depth of field, FSAA และ Soft particles เข้ามา พร้อมด้วยแอนิเมชันการต่อสู้ที่ใช้ Motion-capture และโมเดลที่มีความละเอียดสูงขึ้น แม้ในมาตรฐานปัจจุบันภาพจะดูเก่าไปบ้าง แต่ความรู้สึกในการต่อสู้และความลึกของแคมเปญยังคงยอดเยี่ยมและสำคัญกว่าจำนวนโพลีกอน อิทธิพลของเกมนี้เห็นได้ชัดในภาคต่ออย่าง Mount & Blade II: Bannerlord และในกระแสของเกมแนว Medieval Sandbox RPG ที่เดินตามรอยเกมนี้ สำหรับผู้เล่นที่ต้องการการต่อสู้บนหลังม้าที่มีน้ำหนักสมจริงและแคมเปญที่ตอบสนองต่อทุกการตัดสินใจของคุณ Warband ยังคงเป็นคำตอบที่ใช่เสมอ







