ภาพรวม
Need for Speed: ProStreet ถือเป็นการหักดิบเปลี่ยนแนวทางครั้งสำคัญของซีรีส์นี้ โดยวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2007 โดย EA Black Box ซึ่งเปลี่ยนจากการซิ่งผิดกฎหมายยามค่ำคืนในภาค Most Wanted และ Carbon มาเป็นการแข่งขันในสนามแข่งที่เป็นทางการและมีเดิมพันสูง รวมถึงระบบความเสียหาย (Damage System) ที่อาจทำให้รถของคุณพังยับเยินได้ถ้าขับแบบไม่ระวัง ผลลัพธ์ที่ได้คือประสบการณ์เกมแข่งรถแนว Simulation ที่ให้รางวัลกับทั้งการเตรียมตัวและการตอบสนองที่ฉับไว
คุณจะได้รับบทเป็น Ryan Cooper นักซิ่งข้างถนนที่มีความทะเยอทะยานเกินกว่ารถ Nissan 240SX คันแรกที่เขามี คุณจะต้องตะลุยผ่านตารางการแข่งขันที่จัดขึ้นตามสถานที่จริงทั่วโลก แต่ละอีเวนต์จะเป็นการแข่งขันที่มีกติกาชัดเจน ไม่ใช่การขับรถเล่นแบบ Free-roam และชื่อเสียงของคุณจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อคุณเอาชนะคู่แข่งที่เก่งที่สุดในสายการแข่งขันนั้นๆ เท่านั้น เมื่อชนะก็จะได้รับสปอนเซอร์ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกอีเวนต์และอะไหล่ที่ดีขึ้น สร้างลูปการเล่นที่ทำให้โรงรถของคุณมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

Need for Speed: ProStreet content image
การที่ ProStreet ฉีกแนวจากสูตรสำเร็จเดิมของ NFS ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์แตกเป็นสองฝั่งในตอนที่เปิดตัว และความขัดแย้งนั้นเองที่ทำให้เกมนี้มีความน่าสนใจในปัจจุบัน ผู้เล่นที่โหยหาเกมแข่งรถสไตล์ Underground แบบเดิมๆ อาจจะรู้สึกผิดหวัง แต่สำหรับผู้เล่นที่ต้องการเกมที่การปรับแต่งรถ (Tuning) ส่งผลต่อเวลาต่อรอบจริงๆ เกมนี้มอบสิ่งที่ซีรีส์นี้แทบไม่เคยให้มาก่อนและหลังจากนั้นก็แทบไม่มีอีกเลย
โครงสร้างการแข่งขันเป็นอย่างไร?
ProStreet แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทต้องการการปรับแต่งรถและสไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน:

Need for Speed: ProStreet content image
- Grip: การแข่งเซอร์กิตแบบดั้งเดิม เน้นทำเวลาต่อรอบ
- Drag: การแข่งทางตรง เน้นอัตราเร่งและการเปลี่ยนเกียร์ให้แม่นยำ
- Drift: การแข่งดริฟต์ เน้นคะแนนจากมุมองศา ความเร็ว และสไตล์
- Speed Challenge: การแข่งทำความเร็วสูงสุดบนทางตรงยาว
รูปแบบการแข่งที่หลากหลายนี้หมายความว่า รถที่จูนมาเพื่อแข่ง Grip จะทำผลงานได้ไม่ดีในการแข่ง Drag การสร้างรถคันเดียวที่ทำได้ทุกอย่างจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ซึ่งบีบให้ผู้เล่นต้องสร้างโรงรถที่มีรถเฉพาะทางหลายๆ คัน แทนที่จะมีรถเทพเพียงคันเดียวที่อัปเกรดจนสุด ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ ProStreet แตกต่างจากเกมแข่งรถแนวสตรีทส่วนใหญ่ในยุคนั้น
ความลึกของการปรับแต่งรถ
ระบบการปรับแต่งใน ProStreet นั้นลึกซึ้งกว่าแค่การแต่งสวยงามภายนอกที่ซีรีส์นี้เคยโด่งดัง การอัปเกรดสมรรถนะส่งผลต่อการควบคุม อัตราเร่ง และความเร็วสูงสุดในแบบที่เกมจำลองออกมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าพลังหลอกๆ การจูนบน Dyno, การปรับช่วงล่าง และการตั้งค่าอัตราทดเกียร์ ล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมของรถบนสนามแข่งทั้งสิ้น

Need for Speed: ProStreet content image
การแต่งรูปลักษณ์ภายนอกยังคงจัดเต็ม ทั้งชุดแต่ง สีรถ ลายสติกเกอร์ และล้อ ซึ่งยังคงรักษาจุดเด่นที่แฟนๆ ชื่นชอบเอาไว้ แต่ความต่างคือใน ProStreet การจะแต่งให้สวยและแต่งให้แรงต้องใช้เงินแยกกัน รถที่แต่งภายนอกมาอย่างหล่ออาจจะโดนทิ้งห่างในการแข่ง Speed Challenge ได้ง่ายๆ ถ้าจูนเครื่องยนต์มาไม่ดี
ระบบความเสียหาย (Damage System) เพิ่มความกดดันให้กับการแข่งทุกครั้ง การชนจะทิ้งรอยบุบและชิ้นส่วนที่แตกหักให้เห็นชัดเจน และถ้าชนหนักเกินไป รถอาจพังจนใช้งานไม่ได้เลย ซึ่งคุณต้องควักเงินในกระเป๋าเพื่อซื้อรถใหม่มาแทน มันสร้างความตื่นเต้นแบบ "เสี่ยงสูงได้รางวัลสูง" ที่เกมแข่งรถแนวอาร์เคดส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะใส่เข้ามา
ผลกระทบและตำนานของเกม
ProStreet ได้รับคะแนนวิจารณ์แบบผสมผสานในปี 2007 โดยอยู่ที่ระดับ 70 ต้นๆ ถึงกลางๆ บนแพลตฟอร์มหลัก นักวิจารณ์ชื่นชมความลึกของการปรับแต่งและความหลากหลายของประเภทการแข่ง แต่ก็ติเรื่องฟีลลิ่งการขับขี่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความสนุกแบบอาร์เคดกับความสมจริงแบบ Simulation ส่วนระบบความเสียหายก็ได้รับทั้งคำชมในเรื่องความสมจริงและคำบ่นว่าลงโทษผู้เล่นสาย Casual มากเกินไป

Need for Speed: ProStreet content image
เมื่อมองย้อนกลับไป ProStreet ถือเป็นช่องว่างที่พิเศษในแคตตาล็อกของ NFS เพราะเป็นภาคที่เข้าใกล้ความเป็นเกมแข่งรถ Simulation มากที่สุดโดยไม่ทิ้งความเป็นเกมแข่งรถทั่วไป โครงสร้างโหมดอาชีพ (Career), การแข่งที่หลากหลาย และการจัดการโรงรถ ทำให้เกมนี้มีเสน่ห์ที่ซีรีส์ภาคหลังๆ แทบจะทิ้งไปหมดแล้ว สำหรับผู้เล่นที่ต้องการเกมแข่งรถสตรีทที่มีความลึกเชิงกลไกจริงๆ และโหมดอาชีพที่เน้นการสร้างตัวด้วยฝีมือมากกว่าการได้รับมาฟรีๆ ProStreet ยังคงมอบประสบการณ์นั้นได้ดีบน PC, PlayStation และ Xbox








